Tag Archives: Alibaba

5 เรื่อง ที่ผมได้เรียนรู้จาก Hema Supermarket ของ Alibaba

ในทริปเซินเจิ้น ผมได้แวะไปเดินศึกษาร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตของ Alibaba ที่ชื่อว่า ‘เหอหม่า’ Hema Supermarket

หลายๆคนน่าจะเคยได้ยิน Hema Supermarket มาบ้างแล้วนะครับ เพราะว่าสื่อไทยก็ทำข่าวกันหลายเจ้าแล้ว ไม่ถึงกับเป็นเรื่องใหม่เอี่ยม

ครั้งนี้ผมจะมาแชร์สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการได้เข้าไปศึกษา Hema ด้วยตัวเอง

1) ยกระดับความสดไปอีกระดับ สดกว่านี้ก็จับเองในทะเลแล้ว

โซนที่เป็นไฮไลท์เลยสำหรับผมคือโซนอาหารทะเลสดได้ สดแบบที่กำลังว่ายน้ำกันอยู่เลยทีเดียว

ลูกค้าเลือกช้อนเอาเลยครับว่าอยากกินปูตัวไหน กุ้ง หอย ปู ปลา มีให้เลือกสดๆแบบว่ายน้ำอยู่เลย

ผมยังไม่เห็นสดระดับนี้ในไทยเลย แม้แต่ในตลาดสด ก็ยังไม่สดขนาดว่ายน้ำแบบนี้

น่าสนใจว่า Hema บริหารงานดูแลของสดว่ายน้ำแบบนี้ยังไงให้มีประสิทธิภาพ และทำไมในไทยยังไม่มีคนทำแบบนี้ได้

หรืออาจจะเพราะคนไทยไม่ได้ต้องการสดขนาดนี้ก็เป็นได้

โดยรวมโซนอาหารสด ทำให้ประสบการณ์การช้อปที่ตื่นเต้นดี เดินแล้วหิว อยากเป็นเลือกทาน อ้อ แล้วเค้ามีโซนที่ปรุงสดๆให้เลือกทานได้เลยด้วย

2) รวมพลัง หน้าร้าน + ศูนย์กระจายสินค้า

จุดจุดขายของ Hema ที่สำคัญเลย คือกดสั่งออนไลน์แล้วรอรับได้ภายใน 30 นาที สำหรับคนที่อยู่ในรัศมีของสาขา 3 กิโลเมตร

พาเข้ามาในร้าน มองบน จะเห็นสายพานลำเลียงสินค้ากันอย่างสนุกสนาน สร้างความครึกครื้นให้ร้านค้าได้อีกด้วย

คนรับออเดอร์วิ่งกันวุ่นเลย

3) สร้างประสบการณ์ช้อปแบบไร้เงินสด

ลูกค้าจ่ายเงินผ่านแอพ Hema ที่ต่อผ่าน Alipay อันนี้เป็นโดยส่วนใหญ่จะจ่ายกันแบบนี้เลย

แทบทุกเสามีการโปรโมทให้โหลดแอพ Hema เพื่อจ่ายเงิน รวมทั้งเอาไว้สั่งออนไลน์ได้ด้วย

มีแต่ไท่กั๋ว (คนไทย) แบบผมนี่แหละ ที่เค้าไล่ให้ไปต่ออีกแคชเชียร์เพื่อจ่ายเงินสด 😅

นอกจาก Hema จะบริหารการรับชำระเงินได้มีประสิทธิภาพด้วยแอพแล้ว สิ่งสำคัญที่ Hema จะได้ต่อเนื่องคือ ข้อมูล

Alibaba จะรู้เลยว่าลูกค้าคนไหนช้อปอะไร ช้อปเมื่อไหร่ และจะชวนให้กลับไปซื้อซ้ำอีกทีเมื่อไหร่ และแนะนำอะไรดี

เพราะฉะนั้น หน้าร้านออฟไลน์ในมุม Alibaba ไม่ใช่เป็นเพียงจุดขายสินค้า แต่เป็นที่ที่เชื่อมโลกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันอย่างแทบไร้รอยต่อ

4) เชื่อมโลกออนไลน์และออฟไลน์ด้วยข้อมูล

ป้ายราคาสินค้าในร้านจะใช้แบบ Electronic Tag ซึ่งจะมีทั้ง Barcode และ QR Code

ลูกค้าสามารถใช้แอพ Hema เพื่อสแกนได้

ถ้าสแกน Barcode จะนำคุณไปหน้าสินค้า เพื่อดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติม

ถ้าสแกน QR Code จะแสดงแหล่งที่มาของสินค้า ผมทดลองสแกนทุเรียนดู ก็พบว่าทุเรียนนี้มาจากประเทศไทยเรานี่เอง

5) ลดแคชเชียร์ เน้นให้จ่ายเงินเอง แบบ Self Checkout

แคชเชียร์จะมีปัายโตๆเลยว่า Self Service และลูกค้าชอบใช้ด้วย เพราะทำเองสะดวกดี สแกนสินค้าเสร็จก็แตะจ่ายเงินผ่านแอพ Hema

แทนที่จะต้องมีพนักงานเป็นแคชเชียร์เยอะๆเพื่อรองรับลูกค้า ก็ไม่ต้อง แต่กลับพบพนักงานเดินสายเลือกสินค้าใส่ถุงฮิปโป! นั่นคือพนักงานที่คอยเดินเลือกสินค้าให้ลูกค้าออนไลน์นั่นเอง

ผมพบว่าวิธีนี้ เค้าใช้ทรัพยากรบุคคลให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นได้ดีมาก

ขอสรุป 5 ข้อที่ผมเรียนรู้จาก Hema ไว้ที่เท่านี้ครับ

คุณคิดยังไงกับรูปแบบ Supermarket ในยุค New Retail แบบนี้บ้างครับ?

ลองแชร์ความเห็นกันหน่อย

กรณีศึกษา: เราเรียนรู้อะไรจากอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ฝั่ง US และเอเซีย

นับตั้งแต่ปี 1991 ที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มแพร่หลายและเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆในฝั่งประเทศตะวันตก จนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่อีคอมเมิร์ซเริ่มขยับเข้ามาได้รับความนิยมในฝั่งเอเชียมากขึ้น เราได้เห็นถึงวิวัฒนาการของตลาดอีคอมเมิร์ซในสองซีกโลก ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์ในการปรับตัว และข้อผิดพลาดซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถเรียนรู้ และนำมาปรับใช้ต่อไป โดยผมขอยกตัวอย่างด้วยอีคอมเมิร์ซอันดับ 1 จากฝั่ง US อย่าง Amazon และ Alibaba อันดับ 1 จากฝั่งเอเชียมาเป็นกรณีศึกษาดังนี้ครับ

ตลาดที่ไร้ขอบเขต

  • ถึงแม้ว่า รายได้ของ Amazon และ Alibaba ต่างก็มีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน คือมีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่จะเห็นว่าการเติบโตของ Alibaba นั้นอยู่ในอัตราที่สูงกว่า ส่วนรายได้ของ Amazon มีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างคงที่มาได้ระยะหนึ่งแล้ว ด้วยเหตุผลนี้เองจึงส่งผลให้ Alibaba ซึ่งเป็นอีคอมเมิร์ซน้องใหม่เริ่มทำรายได้สูงกว่า Amazon มาตั้งแต่ปี 2015 โดยหนึ่งในปัจจัยที่จะทำให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซเติบโตได้ ไม่เพียงแค่ ความแข็งแกร่งของตัวธุรกิจเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับขนาดของตลาดอีกด้วย ก่อนหน้านี้ Amazon เน้นให้บริการกับลูกค้าในกลุ่ม North America มากกว่าที่จะสนใจผู้บริโภคในซีกโลกอื่นๆ รายได้ส่วนใหญ่จึงมาจากฝั่งอเมริกา และแคนาดาเท่านั้น แต่ด้วยจำนวนของผู้บริโภคบนอีคอมเมิร์ซของตลาด US ที่เริ่มจะคงที่ การทำตลาดนอกประเทศ ไปยังภูมิภาคที่มีความพร้อมทั้งในด้านการเปิดรับเทคโนโลยีของผู้บริโภค และโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมจึงเป็นหนึ่งทางเลือก โดย Amazon เลือกลงทุนกับ Flipkart  ร้านค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า Amazon จะสามารถสร้างรายได้ถึง 16 พันล้านเหรียญในตลาดอินเดีย โดยในปี 2017 Amazon มีรายได้จากการทำตลาดนอกประเทศอยู่ที่ 3 พันล้านเหรียญ จากรายได้ทั้งหมด 177.9 พันล้าน นับเป็น 30% ของรายได้รวมทั้งหมด
  • ส่วน Alibaba นั้น ถึงแม้ว่าตลาดหลักจะยังคงเป็นตลาดในจีน แต่ในอนาคตด้วยตลาดในจีนคงจะถึงจุดอิ่มตัวดังที่เห็นตัวอย่างจากตลาดใน USทาง Alibaba จึงให้ความสนใจลงทุนกับ Emerging Market อย่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการลงทุนใน Lazada ในปี 2016 โดยในภาพรวม Alibaba มีรายได้จากตลาดต่างประเทศอยู่ที่ 20,841 ล้านหยวน จากรายได้รวม 176,559 พันล้านหยวน นับเป็น 11% ของรายได้รวมทั้งหมด ในปี 2018

amazon.jpg

บทบาทของอีมาร์เก็ตเพลส

  • ทั้งนี้ มีการกล่าวถึงความล้มเหลวในช่วงปลายของอีคอมเมิร์ซใน US เนื่องจากการที่ร้านค้าปลีก หวังพึ่งช่องทางการขายกับอีมาร์เก็ตเพลส อย่าง Amazon มากเกินไป โดยปล่อยให้ Amazon เป็นตัวกลางในการติดต่อลูกค้า ทำให้ทุกการขาย แทนที่จะเป็นการโปรโมทร้านค้า กลับเป็นการโปรโมทให้กับ Amazon ยิ่งไปกว่านั้น Amazon ยังเก็บพฤติกรรมการบริโภคไว้ใช้เองเสียด้วย โดยภายหลัง Amazon เริ่มวางขายสินค้าในแบรนด์ตัวเอง เช่นอุปกรณ์อย่าง Kindle หรือสมาร์ทโฟน แท๊ปเลต เพื่อใช้เป็นช่องทางในการขายสินค้าทั้งยังมีสินค้าเฮ้าส์แบรนด์อื่นๆ ทำให้ Amazon ถูกมองว่ากำลังขายสินค้าแข่งกับร้านค้าปลีกที่มาลงขายบนอีมาร์เก็ตเพลสของตัวเอง ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ค้าปลีกหลายๆรายต้องล้มหายตายจากไป
  • ในขณะที่ Alibaba วางตัวเองเป็น อีมาร์เก็ตเพลส ที่เชื่อมโยงผู้ซื้อ และผู้ขายเท่านั้น Alibaba ลงทุนอย่างมหาศาลในเทคโนโลยีเพื่อวางโครงสร้างทั้งหมด โดยสร้าง Alimama ขี้นเพื่อเป็นแพลตฟอร์มสำหรับ Cloud Computing มีระบบการจัดการข้อมูลบน Alicloud ให้บริการการทำธุรกรรมทางด้านการเงิน ด้วย Ant Financial Service Group ไปจนถึงการทำดิจิทัลเพย์เมนท์อย่าง Alipay จะเห็นได้ว่า ทาง Alibaba มีบริการที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนอีคอมเมิร์ซเป็นของตนเองเกือบทั้งหมด และทาง Alibaba เองก็ไม่ได้ลงไปแข่งขันขายสินค้ากับร้านค้าปลีกที่เข้ามาใช้ระบบของตนเองด้วย ความแตกต่างตรงจุดนี้ ก็อาจจะเป็นจุดแข็งสำคัญที่ช่วยให้ผู้ค้าปลีกในระบบของ Alibaba มีเสรีในการแข่งขันกันมากยิ่งขึ้น

Alipay.jpg

ปรับเปลี่ยนและพึ่งพาตัวเอง

ไม่ว่าจะเป็นตลาดสินค้าประเภทใดย่อมมีจุดอิ่มตัว ทางอีมาร์เก็ตเพลสเองหรือแม้กระทั่งผู้ที่ค้าขายในอีมาร์เก็ตเพลส ต้องพร้อมที่จะปรับตัวให้ทันกับยุคสมัยตลอดเวลา ยกตัวอย่างจากกรณีศึกษาของทาง US ที่ Amazon ทำสินค้าของตนเองมาแข่งขันในตลาด เป็นบทเรียนหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า เราไม่ควรยึดติด หรือพึ่งพาระบบใดระบบหนึ่งมากเกินไปนัก เพราะหากมีข้อผิดพลาดหรือมีการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายการขายเกิดขึ้น ผลกระทบที่ตามมาก็ย่อมจะส่งผลรุนแรง ดังนั้น นอกจากการลงขายในอีมาร์เก็ตเพลส ทางผู้ประกอบการอาจจะต้องทำการตลาดออนไลน์ด้วยตนเองในช่องทางอื่นๆ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในตลาดของตนเองโดยตรงหรือเปิดตลาดใหม่ เพื่อลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสการขยายตัวของธุรกิจ

 

บทความนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ชนะเกม ด้วยเป้าหมายระยะยาว

ข่าวคราวอีคอมเมิร์ซเมื่อไม่นานมานี้ ว่าด้วยเรื่อง Lazada ที่ตัดสินใจไม่เก็บค่าคอมฯสำหรับผู้ขายในทุกประเภทสินค้า จากเดิมที่ต้องถูกหักค่าคอมมิชชัน 4-12 เปอร์เซ็นต์ขึ้นอยู่กับหมวดหมู่การขาย ซึ่งเป็นการดีสำหรับผู้ขายที่สามารถมีช่องทางขายฟรี และช่วยลดต้นทุนในการขายอีกต่างหาก Read more

จับตาธุรกิจอีคอมเมิร์ซในอาเซียน และการมาของอาลีบาบาในไทย

สถานการณ์อีคอมเมิร์ซในอาเซียนโดยรวม

ขนาดของตลาดอีคอมเมิร์ซในอาเซียนนับว่ามีอัตราการเติบโตที่น่าสนใจ ด้วยอัตราการใช้งานอินเตอร์เนตของประชากรที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งราคาสมาร์ทโฟนที่ถูกลง และด้วยกำลังซื้อจากคนในภูมิภาค  จากการคาดการณ์แนวโน้มตลาดอีคอมเมิร์ซในกลุ่มประเทศอาเซียนของ HKTDC เมื่อเดือนธันวาคม 2017 กล่าวว่า จากจำนวนประชากรประมาณ 640 ล้านคนในอาเซียน มีการคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตถึง 483 ล้านคนภายในปี 2020 และขนาดของตลาดอีคอมเมิร์ซในอาเซียนจะเติบโตจาก 5.5 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2015 พุ่งไปสู่ 88 พันล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2025 Read more

ย้อนดูอีคอมเมิร์ซเอเซีย เพื่อก้าวต่อไปของอีคอมเมิร์ซไทย

หลายครั้งที่ผมมักพูดถึงความเคลื่อนไหวของอีคอมเมิร์ซฝั่งอเมริกา อย่าง Amazon หรือ Walmart แต่ครั้งนี้ขอลงมาที่ฝั่งเอเซียของเราบ้างครับ ปีที่แล้วอีคอมเมิร์ซในเอเซียค่อนข้างมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด โดยสองผู้เล่นหลักอย่าง Alibaba และ JD.com อีคอมเมิร์ซรายใหญ่จากจีน ซึ่งในปีที่ผ่านมามีความพยายามในการขยายธุรกิจอีคอมเมิร์ซระดับนานาชาติไปยังหลายประเทศ โดยทั้งสองได้ลงแรงอะไรกันไปบ้าง ผมคัดเอาไฮไลท์มาให้ติดตามกันครับ Read more

อีคอมเมิร์ซปรับ โลจิสติกส์เปลี่ยน สองแรงผลักเสริมพลังธุรกิจ

โลจิสติกส์ เป็นอีกหนึ่งธุรกิจซึ่งมาแรงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการขยายตัวอย่างมากของตลาดอีคอมเมิร์ซ ที่เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคมาใช้บริการ ซื้อสินค้าออนไลน์กันมากขึ้น จึงนำไปสู่ความต้องการในการจัดส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ จากการรายงานของ World Bank, Boeing, และ Golden Valley Co. พบว่า มูลค่าตลาดการขนส่งสินค้าทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ รวมๆแล้วมีมูลค่าถึง 2.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เลยทีเดียว และแน่นอนว่าจะมีแนวโน้มสูงขึ้นไปอีก ตามความนิยมของการใช้บริการอีคอมเมิร์ซทั่วโลก Read more

เจาะความสำเร็จ “ซิงเกิ้ล เดย์” ของ อาลีบาบา

ผ่านพ้นไปแล้วกับวันคนโสด (Singles’ day) กับยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของวงการอีคอมเมิร์ซด้วยมูลค่า 168.2 พันล้านหยวนของ Alibaba หรือคิดเป็น 25.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 39% เมื่อเทียบกับวันเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว ที่ทำยอดขายไว้ที่ 120.7 พันล้านหยวน ในบทความนี้ ผมมีข้อมูลที่น่าสนใจ รวมถึงกลยุทธ์วันคนโสดของ Alibaba มาเล่าสู่กันฟัง เพื่อที่ผู้ประกอบการไทยจะได้นำไปประยุกต์ใช้กับกิจการของตัวเองได้ไม่มากก็น้อยนะครับ Read more

สรุปเส้นทางความสำเร็จ ในวันที่ Alibaba ครองตลาดอีคอมเมิร์ซ

Jack Ma ก่อตั้ง Alibaba ขึ้นในปี 1999 ด้วยพนักงาน 18 คน ในอพาร์ตเมนท์ที่หางโจว เป็นธุรกิจเพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิตในจีนกับลูกค้าต่างชาติ ตลอด 20 ปีนับตั้งแต่นั้นมา Alibaba ต้องก้าวผ่านช่วงเวลาที่ดีและร้าย ทั้งช่วงขยายบริษัท, ทั้งการปลดพนักงานในยุค dot-com bubble  ทั้งการถูกปฏิเสธจากการขอเงินลงทุน ร่วม 30 ครั้งก่อนที่สุดท้ายจะลงเอยกับ SoftBank Holding Company จากญี่ปุ่น จนมาถึงวันนี้ที่ก้าวสู่การเป็นผู้นำในอาณาจักรอีคอมเมิร์ซ โดยล่าสุด (10 ตุลาคม 2560) มูลค่าตลาดของ Alibaba อยู่ที่ 4.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นมูลค่าตลาดสูงสุดในโลกขึ้นนำ Amazon หมายเลขหนึ่งจากอเมริกา ไปเรียบร้อยแล้ว Read more

มังกรผงาดขยายตลาดอีคอมเมิร์ซเอเซีย ในวันที่ JD.com เข้าไทย

ไม่นานมานี้ ข่าวใหญ่ในวงการธุรกิจอีกข่าวหนึ่งในประเทศไทยที่พูดถึงกันหนาหูก็คือ ข่าวการเข้ามาของ JD.com และ JD Finance ซึ่งเข้ามาลงทุนกับ เซ็นทรัล กรุ๊ป หนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการค้าปลีกไทย ผมคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่คงคุ้นเคยกับ Alibaba กันอยู่พอสมควรแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบริการจาก Aliexpress Taobao หรือ Tmall ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้ลงทุนกับ Lazada ไป โดย Alibaba และ JD.com นั้น นับว่าเป็นเบอร์หนึ่ง และเบอร์สองของวงการอีคอมเมิร์ซจีน เราลองมาดูกันครับว่าการเข้ามาของสองยักษ์ใหญ่จากจีนนั้นมีส่วนเหมือน หรือแตกต่างกันในด้านใดบ้าง Read more

อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน วิกฤติ โอกาส และความท้าทายที่ผู้ประกอบการต้องรู้

ไม่น่าแปลกใจนัก ที่ Cross-border eCommerce หรือ “การซื้อการขายสินค้าผ่านระบบอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน” กำลังดึงดูดสายตานักช้อปฯ ทั่วโลก เนื่องจากจำนวนสินค้าที่มีให้เลือกมากมายมหาศาล อีกทั้งนักช้อปฯ ยังสามารถเปรียบเทียบราคา และหาสินค้าราคาถูกได้อย่างไม่ยากเย็นเลยครับ นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนนั้น กลายเป็นที่นิยมสำหรับผู้ซื้อและผู้ขายไปพร้อมๆกัน เราลองมาดูตัวเลขที่ช่วยยืนยันความร้อนแรงของอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนกันนะครับ Read more

« Older Entries