Category Archives: Ecommerce News & Analysis

แอบดูเทคโนโลยีร้านค้าปลีกไร้มนุษย์ของ Circle K และ Watson ที่ฮ่องกง (Unmanned retail store)

เรายังคงวนเวียนกับทริปฮ่องกงของผมอยู่นะครับ

ผมถือโอกาสทัวร์เรียนรู้เทคโนโลยีของร้านค้าปลีกที่ไม่ต้องมีแคชเชียร์ที่ประเทศฮ่องกงกันครับ

รายแรก คือ Fung Group ซึ่งเป็นเครือบริษัทยักษ์ใหญ่ของฮ่องกง ที่โตมาจากธุรกิจ Import-Export Agent จนวันนี้มีธุรกิจทั้ง ร้านสะดวกซื้อ, ค้าปลีก, ขนส่ง มากมาย

ผมได้ไปทัวร์ที่ Explorium Hong Kong ซึ่งเป็น Tech & Innovation Space of Fung Group ที่เพิ่งเปิดเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง

ขอบคุณ Kiril ที่ต้อนรับผม และพาทัวร์นะครับ

Fung เป็นเจ้าของร้านค้าปลีก Super K เป็นร้านสะดวกซื้อใหญ่รายนึง

โดย Fung จับมือตั้งบริษัทร่วมกับ JD.COM ในชื่อ JD AI เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีด้าน AI and Retail Technology

ตอนนี้โมเดลของ Unmanned Store ของ Fung ใช้ Image Analysis โดยใช้วิธีการเทรนรูปสินค้าเยอะๆครับ ใช้ AI & Machine Learning นั่นเอง เป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่คนไทยเองก็พัฒนาได้ ผมเห็นของ Ada Soft ของคนไทย เป็นหนึ่งในความภูมิใจของคนไทย 😃

ตอนนี้ยังอยู่ใน Lab ทดสอบ ยังไม่ได้มีการตั้งสาขาใช้งานจริง ผมคิดว่าด้วยเทคโนโลยีแล้วยังไม่ได้สะดวกมากเท่ามีคนดูแล น่าจะรอ 1-2 ปี ถึงพร้อม

Watson Lab

อีกที่คือ Watson ที่ตั้งสาขาทดลองขึ้นมา อันนี้เปิดให้ลูกค้าไปซื้อได้จริงๆเลยครับ

เทคโนโลยีที่นี่คือใช้ป้าย RFID แปะไว้กับสินค้าทุกตัว

เวลาจะเช็คเอาทน์ก็ยกเอาตระกร้าใส่เข้าไปในเครื่องสแกนทีเดียวได้เลยทั้งตระกร้า

วิธีนี้สะดวกและเร็วกว่าแบบ Image Analysis ที่ต้องวางทีละ 1-5ชิ้นเท่านั้น

นอกจากนี้ด้านบนของร้าน Waston จะเห็นกล้องติดเต็มไปหมดเลย เค้าใช้เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเดินของลูกค้า เพื่อสร้าง Heat Map เพื่อใช้ในการออกแบบร้านค้าปลีกต่อไปครับ

โดยรวมทั้ง Image Analysis และ RFID ยังคงตามหลัง Amazon Go อยู่

แต่มีที่ประเทศญี่ปุ่น ที่ผมเห็นมีบริษัท JR East ที่กำลังทดลองใช้ Image Sensor แบบเดียวกับ Amazon Go ครับ

คงต้องรอดูปีหน้าว่าในเอเชีย เทคโนโลยีร้านค้าปลีกไร้มนุษย์แบบนี้จะเป็นยังไงต่อไป

ทัวร์บริษัท Tencent พร้อมลองสังคมไร้เงินสดที่จีนมันแค่ไหนกันเชียว

จากทริปฮ่องกง ผมนั่งรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมฮ่องกงสู่เมืองใหญ่ๆในจีนเข้าไว้ด้วยกัน

เส้นทางเชื่อมฮ่องกงนี้เพิ่งเปิดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้เองครับ รถไฟใช้เวลาเดินทางจากสถานี Hong Kong West Kowloon ไป Shenzhen ที่สถานี Futian ใช้เวลาเดินทางแค่ 15 นาทีเท่านั้นเอง

สถานีใหญ่เหมือนสนามบินเลยทีเดียว

ประเทศจีนนี่น่ากลัวจริงๆ พัฒนาเร็วมากๆ

และเมื่อผมต้องการขึ้นรถไฟใต้ดินที่เซินเจิ้นไปโรงแรม ผมก็เจอรับน้องทันที!

จะเข้าสถานีต้องใช้ WeChat Pay ครับ ตึ่ง!

คนจีนมีแต่คนใช้มือถือเปิด QR Code แล้วเดิน ตื๊ดเข้าไปเลย ส่วนผมต้องไปเอาเงินสดกดเหรียญจากตู้ซื้อตั๋ว

และนี่คือความทรงพลังของ Tencent เจ้าของ WeChat ที่เป็นแพลตฟอร์มเพื่อการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ของคนจีนไปแล้ว จนใครๆจะขึ้นรถใต้ดินก็ต้องจ่ายด้วย WeChat Pay

รุ่งขึ้นผมมีนัดไปทัวร์สำนักงานงานใหญ่ของ Tencent บริษัท Technology ผู้ทรงอิทธิพลมากสุดๆระดับเดียวกับ Alibaba

สำนักงานตั้งอยู่ใน Hi-Tech Park ซึ่งเปรียบแล้วก็ประมาณเมืองใหม่ที่รัฐบาลชชักชวนให้เอกชนเข้ามาลงทุนเปิดสำนักงานกันอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น Tencent, Huawei, DJI

สำนักงานใหญ่สมภาคภูมิ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกพนักงานแทบทุกสิ่ง สนามบาสเกตบอล ปีนเขา ตีปิงปอง คอร์ทแบดมินตัน ลู่วิ่ง มาเต็มเลยทีเดียวครับ

หลังจบทัวร์แล้ว ที่น่าสนใจคือ ณ ร้านอาหาร พอเราเข้าร้านไปปุ๊บ ไม่มีเมนูให้ดูครับ มีแต่ QR Code แปะไว้ที่โต๊ะ ให้เอา WeChat สแกนเพื่อเปิดเมนูและกดสั่งได้เลยผ่านแอพ และจ่ายเงินเลยผ่าน WeChat Pay! นั่นคือกระบวนการตั้งแต่สั่งอาหารจนคิดเงิน ไม่ต้องใช้พนักงานเลย

การใช้เงินสดในเมืองเซินเจิ้นของผมเลยท้าทายพอสมควร เวลายื่นเงินสดจ่ายเงิน พนักงานก็ตรวจแล้วตรวจอีก

จีนในยุคนี้ได้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆจากที่ผมเคยรู้จักเมื่อนานมาแล้ว

การได้ไปสัมผัสจริงๆเลยทำให้เข้าใจมากขึ้นว่าสังคมไร้เงินสดที่ว่าจะออกมาในหน้าตาแบบไหนกันครับ

คุณล่ะ คิดว่าประเทศไทยจะพัฒนาไปสู่สังคมไร้เงินสดไหมครับ?

ว่าด้วยเรื่อง Cash on Delivery (COD) และแนวโน้ม E-Wallet ในไทย

ในงาน Priceza E-Commerce Trends 2019 ผมได้มีการพูดถึงหนึ่งในเทรนด์สำคัญปี 2019 คือ ปีหน้าผมคาดว่าอัตราการเติบโตของการชำระเงินช่องทางอิเล็คทรอนิกส์จะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

รวมทั้งยังมีการคุยกันในพาแนลกับ K.Mike จาก Lazada และพี่อั้ม จาก KBANK

การจ่ายด้วยเงินสด ณ ตอนรับสินค้า Cash on Delivery ยังคงกินสัดส่วน 60%-70% ของวิธีการชำระเงินซื้อสินค้าออนไลน์ใน Emarketplace ชั้นนำในไทย

ในงาน Asian E-Tailing Summit 2019 มีนายกสมาคมฯการค้าออนไลน์จาก Philippines ก็บอกเหมือนกันว่า COD ที่ประเทศเค้าก็ยังคงสัดส่วนสูงมากกว่า 70% เลยทีเดียว

เหตุผลเพราะว่าในช่วงแรกผู้บริโภคยังไม่มั่นใจในบริการการช้อปออนไลน์รวมทั้งไม่สะดวกในการจ่ายเงินผ่านทางช่องทางอื่นๆ เพราะยึดติดกับเงินสด

COD ได้ทำหน้าที่ของมันได้ดีมากแล้ว ในการช่วยทำให้ผู้บริโภคเปิดใจ ทดลองสั่งซื้อของออนไลน์ แต่มันมีข้อจำกัดอยู่…

ต้นทุนสูง

มีการศึกษาของแบงค์ชาติพบว่าการจ่ายเงินด้วยเงินสด จะมีต้นทุนในการบริหารจัดการเงินที่สูงกว่าการชำระเงินด้วย e-Payment (mobile/internet banking) ถึง 4 เท่า

และมีการศึกษาของ Amazon ในประเทศอินเดีย พบการรับชำระเงินด้วยเงินสดผ่าน COD มีต้นทุนที่สูงกว่าช่องทางการชำระเงินด้วย e-Payment ถึง 3.5 เท่า เลยทีเดียว

อัตราการยกเลิกคำสั่งซื้อก็สูง

ลูกค้าหลายๆคนเป็นโรควู่วาม เวลาสั่งซื้อแล้ว พอสินค้ามาส่งก็หมดความอยากได้ของแล้ว การจ่ายเงินด้วย COD เลยเปิดโอกาสให้ลูกค้ายกเลิกสินค้าได้

รวมทั้ง COD ก็ยังสร้างความยุ่งยากในการรับสินค้าด้วย ไหนจะเรื่องใครรับสินค้า แล้วต้องฝากเงินไว้ให้

ไหนจะเรื่องผู้ให้บริการเตรียมเงินทอนไว้ไม่พออีก

นั่นเลยเป็นที่มาที่ไปว่าทำไมผู้ให้บริการ Ecommerce ล้วนต่างพยายามผลักดันให้ลูกค้าจ่ายเงินผ่านช่องทาง Electronics มากขึ้นเรื่อยๆ

ปีนี้ จะเห็นชัดเจนว่ามีความเคลื่อนไหวมากมายของฝั่งผู้ให้บริการรับชำระเงิน

  • Lazada มี Lazada Wallet
  • Shopee มี AirPay
  • JD Central คาดว่าน่าจะเปิดตัว JD Wallet ของตัวเองแน่นอน เพราะว่ามีการตั้งบริษัท JD Finance ขึ้นมาแล้วตั้งแต่ต้น
  • ธนาคารบ้านเราก็ไม่น้อยหน้า มีการยกเครื่อง Mobile App ให้เป็น Platform การชำระเงินที่ใช้งานง่ายดาย ทั้ง K+, SCB Easy

ปีหน้า ผู้ให้บริการ Ecommerce จะพยายามผลักดันให้ลูกค้าจ่ายเงินผ่านช่องทาง Electronics มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยกลยุทธ์การให้ Incentive ต่างๆนานา เช่น

  • ได้ Points
  • ได้ส่วนลดมากขึ้น
  • ได้เงินคืน ถ้าเติมเงินเข้าไป
  • คืนเงินได้ไว เวลา Return สินค้า

และหนึ่งในสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นแน่นอนคือการเปลี่ยนให้คนที่เลือกจ่ายเงินด้วย COD เปลี่ยนมาจ่ายด้วย E-Payment ณ ตอนรับสินค้า ผู้ส่งสินค้าจะทำตัวเป็นคนเชียร์เบียร์ คือช่วยเชียร์ให้แทนที่จะควักเงินสดมาจ่าย แต่ให้ควักมือถือขึ้นมาจ่ายผ่าน QR Code แทน เพราะสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมต่างๆนานา

ตลาด E-Payment จะดุเดือดมากขึ้น เพราะต่างฝ่ายต่างพยายามผลักดันให้ผู้บริโภคเติมเงินเข้ามาเก็บไว้ใน Wallet ตัวเองให้มาก และใช้เป็นกระเป๋ษตังค์หลัก

โอกาสของผู้ขายคือ การจัดทำโปรโมชั่นร่วมกับผู้ใ้หบริการรับชำระเงินช่องทางต่างๆ เพราะผู้ให้บริการเหล่านี้จะพยายามอัดงบมาเพื่อดันให้ผู้บริโภคเลือกชำระเงินผ่านทาวช่องทางดังกล่าว เตรียมตัวคิดโปรโมชั่นกันไว้ได้เลยครับว่าจะเล่นรูปแบบไหนดี

References:

https://insideretail.hk/2018/09/18/cash-on-delivery-service-launched-by-dhl-ecommerce/

Omni-Channel ที่ฮ่องกง และทำไมคนฮ่องกงชอบ Click & Collect

อีกหนึ่งในเทรนด์ที่ผมพูดในงาน Priceza E-Commerce Trends 2019 คือ ความสำคัญของ Omni-Channel จะสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆในปี 2019

การค้าหลากหลายช่องทาง (Omnichannel) เป็นคำที่ใครๆก็พูดถึงกันมานานแล้ว แต่ Priceza เชื่อว่า Omnichannel จะเห็นชัดเจนอย่างมากในปีหน้า

Omnichannel คือ การสร้างตัวตนของแบรนด์คุณไปในทุกๆช่องทางที่ลูกค้าของคุณอยู่ และทำให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจซื้อผ่านทางช่องทางไหนก็ได้ที่ลูกค้าสะดวกที่สุด ณ ขณะนั้นๆ

จากเทรนด์ที่ 1 เรื่อง ถนนทุกสายมุ่งสู่การค้าออนไลน์ เราฉายภาพให้เห็นแล้วว่า Digital Platform ใหญ่ๆต่างจะเปิดให้บริการส่งเสริมการค้าออนไลน์ มันนำมาซึ่งโอกาสที่ผู้ประกอบการสามารถใช้ช่องทางที่หลากหลายมากขึ้นในการเข้าถึงลูกค้า และไม่ใช่แค่เข้าถึงแบบเดิม แต่จะเป็นการที่ผู้ประกอบการสามารถนำเสนอสินค้าและปิดการขายได้เลยผ่านช่องทางเหล่านั้น

ปีหน้า ผู้ประกอบการจะนำ Omnichannel มาใช้มากขึ้นในการค้าขายอย่างมีนัยสำคัญ

เหตุผลเพราะว่า การค้าผ่านทางช่องทางใดช่องทางหนึ่ง จะเป็นการปิดโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าในช่องทางอื่นๆ รวมทั้งการแข่งขันที่สูงขึ้นในช่องทางเดิม เช่น E-Marketplace

จากที่ผมได้คุยกันใน งาน Asian E-Tailing Summit 2018 รวมทั้งได้ทัวร์ดูธุรกิจค้าปลีกที่นั่น

ผมพบว่าคนฮ่องกงนิยมสั่งซื้อสินค้าออนไลน์และเลือกไปรับสินค้าเอง ณ จุดรับสินค้ามาก หรือเรียกว่า Click & Collect Model

เหตุผลเพราะว่าการสั่งซื้อของออนไลน์มีค่าส่งสินค้าแพง ค่าแรงที่ฮ่องกงสูง ทำให้คนเลือกไปรับของเองเพราะฟรี

ลองแอบดูร้าน HKTVmall ที่ให้บริการ O2O Retail โดยมีจุดรับสินค้ากระจายตัวตามสถานีรถใต้ดิน คนจะเดินมารับสินค้าเอง

ลองแอบดูร้าน HKTVmall ที่ให้บริการ O2O Retail โดยมีจุดรับสินค้ากระจายตัวตามสถานีรถใต้ดิน คนจะเดินมารับสินค้าเอง

เหตุผลที่ลูกค้าชอบโมเดลนี้ นอกจากไม่ต้องเสียค่าส่งแล้ว ยังประหยัดเวลา ไม่ต้องไปเดินเลือกของเองที่หน้าร้าน เพราะเวลาเป็นเงินเป็นทอง และของก็ได้เร็วด้วย เพราะโดยปกติแล้ว ของจะจัดให้ลูกค้าพร้อมมารับได้เลยภายในวันสั่งหรือรุ่งขึ้น

โมเดล Click & Collect เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ Omni-Channel ของผู้ประกอบการ ลองดูตัวผลกำไรธุรกิจตามภาพด้านล่าง

การให้ลูกค้ามารับสินค้า ณ จุดขาย เป็นการเพิ่มโอกาส Upsales ไปได้ในตัว และยิ่งให้มาคืนสินค้า ณ จุดขาย ก็เป็นอีกโอกาสในการมำยอดขายเพิ่ม

คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ

มองหาโอกาสที่จะใช้หลากหลายช่องทางในการเข้าถึงลูกค้า

ไม่ยึดติดกับช่องทางใดช่องทางเดียว

มีสินค้าที่แตกต่าง และเป็นที่ต้องการของผู้คน แล้วโอกาสของช่องทางจะเข้ามาหา

สร้างความสัมพันธ์โดยตรงกับลูกค้าของคุณ (Own your customer relationship!)

สร้างฐานข้อมูลลูกค้าเพื่อใช้ในการต่อยอดการขายสินค้าซ้ำกับฐานลูกค้าเดิมในอนาคต

การเข้าใจในความต้องการของลูกค้าและการมีฐานลูกค้าที่มั่นคง จะเป็นฐานที่ช่วยให้คุณต่อยอดได้

5 เรื่อง ที่ผมได้เรียนรู้จาก Hema Supermarket ของ Alibaba

ในทริปเซินเจิ้น ผมได้แวะไปเดินศึกษาร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตของ Alibaba ที่ชื่อว่า ‘เหอหม่า’ Hema Supermarket

หลายๆคนน่าจะเคยได้ยิน Hema Supermarket มาบ้างแล้วนะครับ เพราะว่าสื่อไทยก็ทำข่าวกันหลายเจ้าแล้ว ไม่ถึงกับเป็นเรื่องใหม่เอี่ยม

ครั้งนี้ผมจะมาแชร์สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการได้เข้าไปศึกษา Hema ด้วยตัวเอง

1) ยกระดับความสดไปอีกระดับ สดกว่านี้ก็จับเองในทะเลแล้ว

โซนที่เป็นไฮไลท์เลยสำหรับผมคือโซนอาหารทะเลสดได้ สดแบบที่กำลังว่ายน้ำกันอยู่เลยทีเดียว

ลูกค้าเลือกช้อนเอาเลยครับว่าอยากกินปูตัวไหน กุ้ง หอย ปู ปลา มีให้เลือกสดๆแบบว่ายน้ำอยู่เลย

ผมยังไม่เห็นสดระดับนี้ในไทยเลย แม้แต่ในตลาดสด ก็ยังไม่สดขนาดว่ายน้ำแบบนี้

น่าสนใจว่า Hema บริหารงานดูแลของสดว่ายน้ำแบบนี้ยังไงให้มีประสิทธิภาพ และทำไมในไทยยังไม่มีคนทำแบบนี้ได้

หรืออาจจะเพราะคนไทยไม่ได้ต้องการสดขนาดนี้ก็เป็นได้

โดยรวมโซนอาหารสด ทำให้ประสบการณ์การช้อปที่ตื่นเต้นดี เดินแล้วหิว อยากเป็นเลือกทาน อ้อ แล้วเค้ามีโซนที่ปรุงสดๆให้เลือกทานได้เลยด้วย

2) รวมพลัง หน้าร้าน + ศูนย์กระจายสินค้า

จุดจุดขายของ Hema ที่สำคัญเลย คือกดสั่งออนไลน์แล้วรอรับได้ภายใน 30 นาที สำหรับคนที่อยู่ในรัศมีของสาขา 3 กิโลเมตร

พาเข้ามาในร้าน มองบน จะเห็นสายพานลำเลียงสินค้ากันอย่างสนุกสนาน สร้างความครึกครื้นให้ร้านค้าได้อีกด้วย

คนรับออเดอร์วิ่งกันวุ่นเลย

3) สร้างประสบการณ์ช้อปแบบไร้เงินสด

ลูกค้าจ่ายเงินผ่านแอพ Hema ที่ต่อผ่าน Alipay อันนี้เป็นโดยส่วนใหญ่จะจ่ายกันแบบนี้เลย

แทบทุกเสามีการโปรโมทให้โหลดแอพ Hema เพื่อจ่ายเงิน รวมทั้งเอาไว้สั่งออนไลน์ได้ด้วย

มีแต่ไท่กั๋ว (คนไทย) แบบผมนี่แหละ ที่เค้าไล่ให้ไปต่ออีกแคชเชียร์เพื่อจ่ายเงินสด 😅

นอกจาก Hema จะบริหารการรับชำระเงินได้มีประสิทธิภาพด้วยแอพแล้ว สิ่งสำคัญที่ Hema จะได้ต่อเนื่องคือ ข้อมูล

Alibaba จะรู้เลยว่าลูกค้าคนไหนช้อปอะไร ช้อปเมื่อไหร่ และจะชวนให้กลับไปซื้อซ้ำอีกทีเมื่อไหร่ และแนะนำอะไรดี

เพราะฉะนั้น หน้าร้านออฟไลน์ในมุม Alibaba ไม่ใช่เป็นเพียงจุดขายสินค้า แต่เป็นที่ที่เชื่อมโลกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันอย่างแทบไร้รอยต่อ

4) เชื่อมโลกออนไลน์และออฟไลน์ด้วยข้อมูล

ป้ายราคาสินค้าในร้านจะใช้แบบ Electronic Tag ซึ่งจะมีทั้ง Barcode และ QR Code

ลูกค้าสามารถใช้แอพ Hema เพื่อสแกนได้

ถ้าสแกน Barcode จะนำคุณไปหน้าสินค้า เพื่อดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติม

ถ้าสแกน QR Code จะแสดงแหล่งที่มาของสินค้า ผมทดลองสแกนทุเรียนดู ก็พบว่าทุเรียนนี้มาจากประเทศไทยเรานี่เอง

5) ลดแคชเชียร์ เน้นให้จ่ายเงินเอง แบบ Self Checkout

แคชเชียร์จะมีปัายโตๆเลยว่า Self Service และลูกค้าชอบใช้ด้วย เพราะทำเองสะดวกดี สแกนสินค้าเสร็จก็แตะจ่ายเงินผ่านแอพ Hema

แทนที่จะต้องมีพนักงานเป็นแคชเชียร์เยอะๆเพื่อรองรับลูกค้า ก็ไม่ต้อง แต่กลับพบพนักงานเดินสายเลือกสินค้าใส่ถุงฮิปโป! นั่นคือพนักงานที่คอยเดินเลือกสินค้าให้ลูกค้าออนไลน์นั่นเอง

ผมพบว่าวิธีนี้ เค้าใช้ทรัพยากรบุคคลให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นได้ดีมาก

ขอสรุป 5 ข้อที่ผมเรียนรู้จาก Hema ไว้ที่เท่านี้ครับ

คุณคิดยังไงกับรูปแบบ Supermarket ในยุค New Retail แบบนี้บ้างครับ?

ลองแชร์ความเห็นกันหน่อย

ว่าด้วยเรื่อง…สนช.ผ่านร่างกฎหมายการเก็บภาษีคนขายของออนไลน์

ว่าด้วยเรื่อง…สนช.ผ่านร่างกฎหมายการเก็บภาษีคนขายของออนไลน์

วันนี้นักข่าวโทรหาหลายสำนัก แต่ไม่ทันได้คุยเพราะติดธุระอยู่ต่างประเทศ

ใจความสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ (ที่มาจากบทความ BrandInside) คือ บุคคลหรือนิติบุคคลใดที่มีความเคลื่อนไหวทางบัญชีทั้งรับและโอนผ่านทางช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ จะต้องส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรตรวจสอบเพื่อนำไปสู่การเก็บภาษี โดยเรียกว่าเป็น “ธุรกรรมเป็นลักษณะพิเศษ” และดูจากเงื่อนหนึ่งในสอง ดังนี้

1. ฝากเงินหรือรับโอนรวมกันปีละ 3,000 ครั้ง (หรือถ้าคิดแบบเฉลี่ย จะตกวันละประมาณ 8.2 ครั้ง)

2. ฝากเงินหรือรับโอนรวมกันปีละ 400 ครั้ง (มีการปรับเปลี่ยนในที่ประชุม สนช. จากยอดเดิมคือ 200 ครั้ง) แต่ยอดรวมยังคงเดิม คือเริ่มต้นที่ 2,000,000 บาทขึ้นไป

ขอคิดดังๆว่าคนเสนอกฎหมายได้ใช้วิธีอะไรในการกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมา??!

ฝากเงินหรือรับโอนรวมกันปีละ 3,000 ครั้ง นั่นคือแค่วันละ 8 รายการก็เข้าข่ายแล้ว

สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาจากการผ่านร่างกฎหมายนี้

คิดว่าคนจะพยายามตีตัวออกนอกระบบการชำระเงินผ่านธนาคาร

คนจะเลือกถอนและฝากก้อนใหญ่ๆแทน

PromptPay ที่อยากให้เกิด เพื่อลดต้นทุนการบริหารเงินสดของชาติก็น่าจะเหนื่อยหน่อยนะครับ

มีการสุ่มเก็บตัวอย่างร้านค้าออนไลน์มานับธุรกรรมดูบ้างไหม?

ทางที่ดีควรมีการเลือกตัวอย่างร้านค้าออนไลน์มาแล้วหาตัวเลขที่เหมาะสมก่อน โดยเริ่มจากจำนวนธุรกรรมมากๆแล้วค่อยๆขยายผลไปครับ

งาน Asian E-Tailing Summit 2018 พูดอะไรกันบ้างเกี่ยวกับ Cross Border Ecommerce

ขอเล่าถึงงาน Asian E-Tailing Summit ที่ผมเข้าร่วมเมื่อวานให้ฟังครับ

งานนี้จัดโดย HKTDC หรือ Hong Kong Trade Development Council เป็นหน่วยงานส่งเสริมการค้าของฮ่องกง

งานนี้ผมได้เชิญมาในนาม นายกสมาคม Thai Ecommerce Association

ต้องขอชมว่า HKTDC จัดงานและดูแลได้แบบ Professional มากๆ อำนวยความสะดวกผู้มาพูดในงานทุกระดับ เครื่องบิน ที่พักระดับ 5 ดาว ทำให้เรารู้เลยว่าฮ่องกงลงทุนกับการส่งเสริมการค้าแบบจริงจังมาก

มาเล่าถึงงาน Asian E-Tailing Summit

ปีนี้จัดเป็นปีที่สองละ โดยจัดงานร่วมกับหลายๆงานติดกัน เช่น SmartBiz Expo และ Franchise Expo

พบว่า HKTDC มีพลังในการชวนผู้นำสมาคมการค้าปลีกและการค้าออนไลน์ของ Southeast Asia มาร่วมแชร์มุมมองกันได้อย่างคึกคัก (ก็เล่นให้ตั๋ว Biz Class เทียบเชิญกันมาเลย)

ประเทศที่เข้าร่วม ไทย(ผมเอง) มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ พม่า ฮ่องกง(เจ้าภาพ มากันตรึม) เป็นเวทีที่ได้มุมมองหลากหลายดีมากๆ

เวทีที่ผมร่วมเป็นเวทีเสวนาโต๊ะกลม มีผู้เข้าร่วมพูดคุยนับ 20 คน ล้วนเป็นคนในวงการค้าปลีกและค้าออนไลน์ทั้งสิ้น

ธีมหลักที่พูดคุยกันเน้นๆคือเรื่อง Omni-Channel, Cross Border, Big Data, AI และ E-Payment

ฮ่องกงตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ดี 2 ด้าน

1. อยู่ใกล้จีน เชื่อมสู่ SEA พอดี

2. อยู่ตรงกลางระหว่าง West Countries

และอีกเรื่องสำคัญคือ ฮ่องกง เป็น Free Port! ไม่มีภาษีขาเข้าและส่งออก

เราจึงเห็นเลยว่าทั้ง Lazada และ Shopee ต่างตั้งบริษัทในฮ่องกงเป็นศูนย์กระจายสินค้าส่งเข้าสู่ประเทศต่างๆใน SEA และมีการพยายามหาร้านค้า Global มาเข้าร่วมจริงจัง (อย่างที่เคยแชร์ไปว่าสินค้าใน Emarketplace 80% คือ Cross Border)

ขั้นตอนคือ ร้านค้า Global ส่งสินค้ามาที่ศูนย์กระจายสินค้าของ Lazada และ Shopee (ต่อไปเรียก LZSH) ที่ฮ่องกง และ LZSH จะดูแลกระจายลงแต่ละประเทศให้ คือช่วยอำนวยความสะดวกแบบ End to End ให้จนถึงมือลูกค้า

อนาคตเห็นชัดว่าสินค้า Cross Border จะกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งที่ Jack Ma บอกว่า Globalization ใครๆก็ห้ามไม่ได้ และสินค้ายุคต่อไปคือ Made in Internet น่าจะชัดมากขึ้นเรื่อยๆ

เรื่องนี้ยืนยันได้อีกทางจากการที่ผมได้ไปดูงานบริษัทช่วยส่งของข้ามโลกแห่งนึงในฮ่องกง

เค้าอำนวยความสะดวกให้คนฮ่องกง สามารถสั่งสินค้าออนไลน์จาก Amazon, Target, Walmart มาได้ในราคาขนส่งถูกมากๆ ถูกกว่าสั่งส่งเข้ามาตรงๆ

คนฮ่องกงนิยมใช้มากๆเพราะว่าสินค้าหลายๆแบรนด์ราคาถูกกว่าซื้อในประเทศ เช่น SuperDry, Carter, Lego

จากที่เดินทัวร์ในคลัง จะเห็นแต่กล่องสินค้า Amazon เต็มไปหมด ถึงขนาด Amazon จัดรถบรรทุกขนให้เค้าเลยทุกวันในประเทศอเมริกา

เอาเรื่อง Cross Border ไว้เท่านี้ก่อน แล้วไว้จะมาต่อเรื่อง Omni-Channel นะครับ

และขอบคุณ HKTDC มา ณ ที่นี้ด้วยครับ

ชนะเกม ด้วยเป้าหมายระยะยาว

ข่าวคราวอีคอมเมิร์ซเมื่อไม่นานมานี้ ว่าด้วยเรื่อง Lazada ที่ตัดสินใจไม่เก็บค่าคอมฯสำหรับผู้ขายในทุกประเภทสินค้า จากเดิมที่ต้องถูกหักค่าคอมมิชชัน 4-12 เปอร์เซ็นต์ขึ้นอยู่กับหมวดหมู่การขาย ซึ่งเป็นการดีสำหรับผู้ขายที่สามารถมีช่องทางขายฟรี และช่วยลดต้นทุนในการขายอีกต่างหาก Read more

Lazada ตัดสินใจเก็บค่าคอม 0% ไม่มีเงื่อนไขผู้ขายเก่าใหม่ ประกาศล่าสุดเดือน ก.ค.61

Lazada ตัดสินใจเก็บค่าคอม 0% ไม่มีเงื่อนไขผู้ขายเก่าใหม่ ประกาศล่าสุดเดือน ก.ค.61

เดิมทีก่อนหน้านี้ไม่เก็บค่าคอมฯเฉพาะผู้ขายใหม่

นโยบายนี้ครอบคลุมประเทศไทย และมาเลเซีย เท่าที่ได้รับข้อมูลมา

🚀 Rocket Internet เป็น Venture Builder หรือบริษัทปั้น Startup เอาไว้ขาย และเป็นบริษัทที่ก่อตั้ง Lazada นั่นเอง

Lazada เปิดในไทยและในหลายประเทศใน SEA ในปี 2012

เดิมทีผมเคยอ่าน Investment Deck ของเค้า แผนของเค้าคือต้องการจะทำให้ Lazada กำไร หรือเกิด Breakeven ภายใน ประมาณ 5 ปี คือภายในปี 2017 อันนี้คือสิ่งที่เค้าบอกนักลงทุนในช่วงแรกๆ

ช่วงแรกที่เปิดตัว ลงทุนสูงมากๆ ลดแลกแจกแถม ผลปรากฎว่าพอดำเนินธุรกิจไป ธุรกิจเติบโตได้ดี แต่โอกาสทำกำไรนั้นยังริบหรี่ และดูท่าทียังไม่สามารถทำกำไรได้ตามแผน

นักลงทุนเริ่มกังวลและชะลอการปั๊มเงินเข้าไปใน Lazada เพิ่มในช่วงนั้น และธุรกิจเริ่มมีความเสี่ยง

Rocket Internet สุดท้ายขาย Lazada ให้กับ Alibaba ในปี 2016 คือถ้าไม่ขายตอนนั้น เงินสดมีโอกาสหมดได้

ตัดภาพมาวันนี้ 2018 ในวันที่ Alibaba เป็นเจ้าของ Lazada เต็มตัว และ Jack Ma ประกาศก้องว่า Alibaba จะเป็นธุรกิจที่มีอายุมากถึง 102 ปี!

แปลว่า… เขาลงทุนกับ Lazada โดยมองเป้าระยะยาววววว

และเขามีเงินอัดเข้ามาได้เรื่อยๆจากธุรกิจที่ทำผลกำไรให้เค้าในประเทศจีน

แล้วตกลงปรับค่าคอมมิชชั่นร้านค้าเป็น 0% เข้ากำลังคิดอะไรอยู่?

หมากนี้คือเค้าอยากชนะในสงคราม ด้วยการสร้างฐานร้านค้าที่เยอะมากๆก่อน หลังจากนั้นค่อยหาทางทำเงิน ซึ่งรอได้เป็น 10ปี!

สำหรับร้านค้า:

– ได้ประโยชน์เต็มๆ เพราะไม่ว่าจะไปลงขายกับ Shopee หรือ Lazada ก็ไม่ต้องเสียค่าคอมมิชชั่นแล้ว ทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเยอะ

– Lazada จะสามารถ onboard ร้านค้าได้ในวงกว้างมากขึ้น เดิมมีร้านค้าบางกลุ่มไม่ขายที่ Lazada เพราะหักค่าคอมฯสูงเกินกว่าที่เค้ามี margin

– Lazada onboard ร้านค้าได้เร็วขึ้น

– ร้านค้ารายย่อยๆจะทยอยมาเปิดที่ Lazada มากขึ้น

สำหรับการแข่งขัน E-Market Place ในบ้านเรา:

– ตลาดนี้แทบที่แบ่งแยกไปเลยว่าขาใหญ่มากเท่านั้นถึงจะกล้ามาแข่งกับ Lazada, Shopee, JD

– การแข่งขันจะทวีความรุนแรงขึ้นอีก ใครอ่อนแอก็พ่ายแพ้ไปได้ ใครเงินหมดก่อนก็อาจต้องยกธงขาว

– การแข่งขันแบบนี้ดีกับผู้บริโภคที่มีตัวเลือกในการซื้อมาก

ตลาด Ecommerce ประเทศไทย จะไม่มีผู้เล่นที่เป็น Muti-Category E-Marketplace สัญชาติไทย เป็นมาซักพักแล้ว และจะเป็นต่อไป ใครอยากเข้ามาแข่ง ต้องเตรียมเงินไว้ อย่างต่ำก็ 1หมื่นล้านบาท!

ร้านค้าผู้ประกอบการก็อย่าชะล่าใจว่าจะได้ค่าคอมฯ 0% ในระยะยาว ควรมองการขายหลากหลายช่องทาง ทั้ง Social Media / Website ตัวเอง ที่เราบริหารจัดการคุยตรงกับลูกค้าเอง และเน้นเรื่องการสร้างฐานข้อมูลลูกค้าตัวเองเอาไว้ให้มั่น เพื่อต่อยอดการขายซ้ำได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องพึ่งพา E-Marketplace

เพราะในโลกธุรกิจ อะไรก็ไม่แน่นอน

ถ้ายึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และได้ใจลูกค้า ให้เค้าคิดถึงเราและกลับมาซื้อซ้ำๆได้ อันนี้ดูจะยั่งยืนกว่าการฝากขายสินค้าผ่านตัวกลางเพียงอย่างเดียวครับ

ที่มาข่าว จากเพื่อนมาเลย์ในวงการที่ทำเว็บข่าว Ecommerce ครับ great article bro 👍

https://www.ecinsider.my/2018/07/lazada-drops-commission-to-zero-what-does-it-mean.html?m=1

Amazon ครองตลาด 49% ของ US Retail Ecommerce

Amazon ครองตลาด 49% ของ US Retail Ecommerce

ผู้บริโภคชอบบริการของ Amazon เพราะ Amazon แทบจะเป็นบริษัทที่โฟกัสอันดับหนึ่งที่ผู้บริโภคมาก่อนใคร (Customer Centric มากๆ)

ร้านค้าและแบรนด์ ยังไงเมื่อลูกค้าอยู่ในมือ ก็ถูกกดดันให้เข้าไปขายใน Amazon Marketplace อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าไม่เข้ามาก็ถือว่าพลาดโอกาสขายมหาศาล เพราะทุกๆ 2 คำสั่งซื้อออนไน์ใน US หนึ่งในนั้นคือซื้อจาก Amazon

สถานการณ์แบบนี้ ดีกับตลาดค้าปลีกไหม? ในระยะยาวแล้ว ดูท่า Amazon จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนบริษัทวิจัยบอกว่า Jeff Bezos มีโอกาสเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

อะไรจะเกิดขึ้น ถ้า Amazon ครองตลาด 80% ของ US Retail Ecommerce ล่ะ!? วันนั้นคือวันที่เกิดการครองตลาดแทบจะโดยสมบูรณ์

ช่วงแรกๆผู้บริโภคอาจจะไม่รู้สึกอะไร เพราะก็ชอบช้อปปิ้งซื้อของราคาดีๆและจาก Amazon เจ้าเดียว หาอะไรก็เจอ แล้วซื้อได้เลย

แต่ในอีกแง่นึง คือตลาดมีการผูกขาดแทบจะโดยสิ้นเชิง

ตลาดค้าปลีกแบบนี้มีสุขภาพดีไหม? หลักเศรษฐศาสตร์มีบอกไว้แล้วว่าสมดุลย์ตลาดที่ดีคือตลาดที่สร้างให้เกิดการแข่งขันโดยสมบูรณ์ (Perfect Competition)

เพราะฉะนั้นในหลายประเทศเลยต้องมีอำนาจในการกำกับดูแลให้ตลาดไม่เกิดการผูกขาด (Antitrust Law) เพื่อให้รัฐมีอำนาจในการกำกับดูแลให้เกิดการแข่งขันที่สมบูรณ์

อนาคตของ Ecommerce ประเทศไทยจะเป็นยังไง? จะเป็นตลาดที่มีรายใหญ่ผูกขาดไหม?

ผมคิดว่ามีโอกาส แต่สถานการณ์ตอนนี้ยังดีที่มีการแข่งขันกันสูงระหว่าง E-Marketplace รายใหญ่ทั้งสามราย

แต่ถ้ารัฐฯติดตามไม่ทัน หรือไม่รู้ความเป็นไปตลาด ถึงวันที่ตลาดผูกขาดไปแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ ดังเช่นที่เกิดแล้วในอุตสาหกรรมโรงแรมที่ผูกขาดโดย Online Hotel Booking ต่างชาติ ที่รัฐพยายามบังคับให้ลดค่าคอมมิชชั้นลง แต่ก็ไม่มีผล

แล้วผมในฐานะนายกสมาคม Thai Ecommerce เริ่มทำอะไรบ้าง? หนึ่งในภารกิจคือการผลักดันให้เกิดการแข่งขันโดยเท่าเทียมและสมบูรณ์ที่สุด

อังคารหน้า 24 ก.ค. เวลา 14.00 น. สมาคม Thai Ecommerce จะจัดงานแถลงข่าวที่ Royal Paragon Hall ขอเรียนเชิญนักข่าวทุกท่านมาช่วยเมนท์นะครับ 🙏

ผมจะส่งหมายเชิญให้ทุกท่าน เป็นการเปิดตัวทีมงานสมาคมฯ และทิศทางสมาคมต่อไปครับ! 😃

ที่มาข่าว:

https://retail.emarketer.com/article/amazon-now-has-nearly-50-of-us-ecommerce-market/

« Older Entries