ผู้ประกอบการควรทำอย่างไร เมื่่อสินค้าจีนทะลักเข้าไทย

หลายท่านคงได้ทราบข่าวการทำสงครามการค้ารอบใหม่ระหว่างยักษ์ใหญ่สองประเทศ คือสหรัฐอเมริกาและจีน โดยในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทางสหรัฐอเมริกาได้ออกมาตรการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนกว่า 800 รายการที่อัตราภาษีศุลกากร 25% โดยคิดเป็นมูลค่ากว่า 34 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่ทางจีนก็ไม่อยู่นิ่ง โดยออกมาตรการตอบโต้อย่างทันควันด้วยการขึ้นภาษีศุลกากรกับสินค้าว่า 120 รายการที่มีการนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาเช่นกัน

ผลกระทบต่อประเทศไทย

หลังจากที่จีนได้รับผลกระทบด้านกำแพงภาษี ก็คาดการณ์กันว่า ทางจีนเองคงต้องพยายามระบายสินค้าส่วนที่ได้รับผลกระทบไปยังตลาดอื่นๆ มากขึ้น โดยมาตรการภาษีที่สหรัฐอเมริกาประกาศใช้ เริ่มกับสินค้าหมวดเครื่องจักรอุตสาหกรรม เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ไฮเทค เครื่องมือการแพทย์ และชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งในส่วนของผู้ผลิตในประเทศไทยอาจจะได้รับผลกระทบจากสองสถานการณ์ คือ

  1. สินค้าจีนไหลเข้าประเทศไทยมากขึ้น ทำให้ผู้ผลิตในประเทศต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคามากขึ้น
  2. สินค้าจีนไหลเข้าสู่ประเทศที่เป็นคู่ค้ากับไทย อย่างญี่ปุ่น ฮ่องกง และอินเดีย ทำให้การแข่งขันในตลาดคู่ค้าสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลจำนวนการค้นหาสินค้าในช่วง 4 ปีล่าสุดจาก ไพรซ์ซ่า ประเทศไทย พบว่า สถานการณ์ของตลาดภายในประเทศในภาพรวมยังไม่ได้ถูกครองตลาดด้วยสินค้าที่มาจากแหล่งอื่น จากอัตราการค้นหาข้อมูลที่มีแนวโน้มที่จะเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่การค้นหาสินค้าภายในประเทศยังคงมีสัดส่วนที่มากกว่าอยู่ที่ 53% ต่อ 47% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความนิยมสินค้าในประเทศของผู้บริโภค ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงควรเร่งพัฒนาสินค้าและบริการของตนเองให้แข็งแกร่ง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันที่สูงขึ้นในอนาคต 

priceza-product.jpg

โอกาสในวิกฤติ

ถ้าย้อนมาดูเฉพาะตลาดในประเทศ หากเราเป็นผู้ประกอบการคงมีความกังวลใจอยู่ไม่น้อยที่สินค้าของเรา อาจจะอยู่ในข่ายที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทางด้านภาษีของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่สินค้าจากจีนอาจจะหลั่งไหลเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยมากขึ้น

อย่างที่ทราบกันว่า จุดแข็งของสินค้าจีน คือราคาที่ถูก ด้วยต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า ทั้งข้อตกลง FTA (Free Trade Agreement) ระหว่างไทยจีน ที่ทำให้การนำเข้าสินค้าบางประเภทจากจีน เสียภาษีในอัตราที่ต่ำมาก หรือบางรายการเป็น 0% การแข่งขันกันกับจีนด้วยราคาสำหรับสินค้าทั่วๆไปที่ไม่ต้องการจุดเด่น หรือคุณภาพจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ผู้ผลิตจึงควรเพิ่มปัจจัยอื่นๆเพื่อสร้างความแตกต่าง อย่าลืมครับว่า การตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคในปัจจุบัน ไม่ได้ขึ้นกับราคาเท่านั้น

  • ความมีเอกลักษณ์ของสินค้า 

จุดเด่นของสินค้าไทยที่ผลิตภายในประเทศก็คือ ความมีเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นด้านรสชาติ (ในกรณีที่สินค้าอยู่ในรูปแบบอาหาร) หรือเอกลักษณ์ในด้านการออกแบบ รวมถึงการประยุกต์ความเป็นไทยเข้าไปในผลิตภัณฑ์ ซึ่งของเหล่านี้ลอกเลียนแบบได้ยาก โดยเฉพาะการลอกเลียนแบบจากประเทศอื่นที่มีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ยิ่งสินค้าเรามีเอกลักษณ์โดดเด่นและลอกเลียนแบบได้ยากแค่ไหน ก็ย่อมสะท้อนถึงความแข็งแกร่งที่จะต่อสู้กับสินค้าที่มีรูปแบบคล้ายกันจากต่างประเทศได้มากขึ้น นอกจากนี้การมีเอกลักษณ์ของสินค้าและบริการ ยังช่วยให้แบรนด์เป็นที่จดจำ และติดตลาดได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

  • การบริการและความน่าเชื่อถือ

สินค้าและบริการภายในประเทศ มักจะมีข้อได้เปรียบในด้านการบริการและความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้ประกอบการสามารถให้ความรู้ ความเข้าใจกับลูกค้าได้ง่ายเนื่องจากไม่มีข้อจำกัดทางด้านภาษาในการสื่อสาร รวมถึงการบริการหลังการขายที่ช่วยให้ลูกค้าอุ่นใจมากยิ่งขึ้น ทางด้านความน่าเชื่อถือ การที่เรามีโรงงานหรือสถานประกอบการเป็นหลักแหล่งอยู่ในประเทศ ได้รับการรับรองมาตรฐานและสามารถสืบค้นได้ ก็จะช่วยให้ลูกค้ามีความมั่นใจมากขึ้นด้วยเช่นกัน

  • ความรวดเร็ว

ข้อได้เปรียบอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความรวดเร็ว เนื่องจากแหล่งผลิต (อาจจะรวมถึงวัตถุดิบ) และตลาดอยู่ภายในประเทศเดียวกัน ย่อมมีความคล่องตัวในการจัดการผลิตสินค้า และการจัดส่งที่ดีกว่าการจัดส่งจากต่างประเทศอยู่มาก การที่สินค้าสองชิ้นที่มีความคล้ายคลึงกันทั้งในด้านคุณสมบัติและราคา การที่ผู้ประกอบการภายในประเทศสามารถผลิต และจัดส่งสินค้าได้รวดเร็วกว่า ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้นเช่นกัน หรือแม้กระทั่งการเคลมสินค้าในกรณีที่สินค้ามีปัญหาหรือมีตำหนิก็ตาม

  • เน้นคุณภาพเหนือราคา

เนื่องจากสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศจีนนั้นขึ้นชื่อเรื่องข้อได้เปรียบทางด้านราคา หากเรามุ่งที่จะแข่งขันกับสินค้ากลุ่มนี้ด้วยราคาแล้ว อาจจะไม่ใช่วิธีการที่ดีนัก เราควรที่จะเน้นเรื่องคุณภาพของสินค้า ในราคาที่เหมาะสมมากกว่าที่จะเน้นแข่งขันในด้านราคา การที่สินค้ามีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ รวมถึงมีการบริการที่ดี ย่อมมัดใจลูกค้าได้ง่ายกว่าสินค้าราคาถูกที่คุณภาพไม่ดีแน่นอนครับ

จะเห็นได้ว่า แม้นโยบายภาษีของสองยักษ์ใหญ่จะมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการในประเทศอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่เราก็สามารถที่จะพัฒนาจุดเด่นของเรา เพื่อลดผลกระทบ หรือเพื่อเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับสินค้าและบริการของเราได้ครับ

 

บทความนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

แชร์ความคิดเห็นของคุณ