มังกรผงาดขยายตลาดอีคอมเมิร์ซเอเซีย ในวันที่ JD.com เข้าไทย

ไม่นานมานี้ ข่าวใหญ่ในวงการธุรกิจอีกข่าวหนึ่งในประเทศไทยที่พูดถึงกันหนาหูก็คือ ข่าวการเข้ามาของ JD.com และ JD Finance ซึ่งเข้ามาลงทุนกับ เซ็นทรัล กรุ๊ป หนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการค้าปลีกไทย ผมคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่คงคุ้นเคยกับ Alibaba กันอยู่พอสมควรแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบริการจาก Aliexpress Taobao หรือ Tmall ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้ลงทุนกับ Lazada ไป โดย Alibaba และ JD.com นั้น นับว่าเป็นเบอร์หนึ่ง และเบอร์สองของวงการอีคอมเมิร์ซจีน เราลองมาดูกันครับว่าการเข้ามาของสองยักษ์ใหญ่จากจีนนั้นมีส่วนเหมือน หรือแตกต่างกันในด้านใดบ้าง

ที่มาที่ไป

  • Alibaba ภายใต้การนำของ Jack Ma จากการทำธุรกิจ B2B ในปี 1999 เพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิตในจีนกับคู่ค้าในต่างประเทศ จนพัฒนาเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนไม่ว่าจะเป็น B2B B2C หรือ C2C ด้วยจำนวน Active mobile user 529 ล้านคนต่อเดือน
  • JD.com หรือในชื่อจีนว่า Jingdong ถือเป็นเบอร์สองวงการอีคอมเมิร์ซจีนด้วยสัดส่วน 25% ของตลาด B2C ในประเทศ JD.com ก่อตั้งโดย Richard Liu โดยเริ่มธุรกิจออนไลน์ในปี 2004 จากการขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์ ภายใต้ชื่อ 360buy.com ก่อนที่จะขยายอาณาจักรสู่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซอย่างเต็มตัวในชื่อ JD.com ในปี 2013 มีจำนวน Active account 236.5 ล้านบัญชีในเดือนมีนาคม 2017

alibaba aliexpress taobao differences

ที่มา: Taobaoguides

โมเดลธุรกิจ

ทั้ง Alibaba และ JD.com ต่างเป็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศจีน หากดูเผินๆแล้ว ทั้งสองบริษัทต่างขายของให้กับผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์เหมือนกัน แต่แท้จริงแล้วทั้งคู่กลับมีโมเดลธุรกิจที่ต่างกันไปคนละแบบ

  • Alibaba สร้างแพลตฟอร์ม เพื่อทำ Marketplace หรือทำตัวเป็นตลาดให้พ่อค้า หรือผู้ผลิตเอาของมาขายให้ผู้บริโภค ผ่านเว็บไซต์อย่าง Aliexpress สำหรับลูกค้าต่างชาติ หรือขายบน Taobao สำหรับลูกค้าชาวจีน
  • ในขณะที่ JD.com ขายสินค้าด้วยตัวเอง โดยรับของจากผู้ผลิตมาขายต่อให้ผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งหากเปรียบเทียบแล้ว Alibaba นั้นดูจะมีความคล้ายคลึงกับ eBay อยู่ในแง่ของการรวมผู้ซื้อและผู้ขายมาอยู่ด้วยกัน

โดยรายได้ส่วนใหญ่ของ Alibaba มาจากบริการที่เสนอให้กับผู้ขาย ในขณะที่ JD.com จะคล้ายกับ Amazon ที่วางตัวเป็นผู้ขายสินค้า โดยมีระบบโลจิสติกส์เป็นของตัวเองตั้งแต่การรับสินค้าจากซัพพลายเออร์ การจัดการคลังสินค้า ตลอดจนการส่งสินค้าถึงผู้บริโภค

ที่มา: The Market Mogul

ความเหมือนบนความต่าง

จากโมเดลธุรกิจที่ต่างกัน ทำให้กลยุทธ์ของสองบริษัทแตกต่างกัน

  • Alibaba เน้นเรื่องการสร้างแพลตฟอร์มที่รองรับสินค้าที่หลากหลาย มีข้อมูลสินค้าพร้อม มีระบบการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพ และสามารถติดต่อกับผู้ขายได้อย่างรวดเร็ว ผ่านเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นอย่าง Search Engine และ Alibaba cloud รวมถึงการใช้ Big Data เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า
  • ในขณะที่ JD.com วางกลยุทธ์แบบพ่อค้าคนกลาง จึงเน้นการพัฒนาระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพ เช่น การมีคลังสินค้ามากกว่า 250 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศจีน เพื่อรับประกันการจัดส่งภายในวันที่สั่ง หรือวันรุ่งขึ้นในบางพื้นที่ การพัฒนา Automated Warehouse ที่ช่วยให้เก็บสินค้าได้มากกว่าปกติถึง 10 เท่า รวมถึงการเตรียมใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาบริการ อย่างการใช้โดรนในการขนส่งสินค้าที่มีน้ำหนักไม่เกิน 1 ตันในพื้นที่ห่างไกล

จุดแข็ง จุดอ่อน

  • จุดแข็งของ Alibaba คือความหลากหลายของสินค้าจากร้านค้านับล้านจากผู้ผลิตในจีน แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้เกิดปัญหาการนำสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพออกมาขาย ซึ่งทาง Alibaba เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจและพยายามออกนโยบายควบคุมคุณภาพสินค้าที่ซื้อขายบนแพลตฟอร์มให้รัดกุมขึ้น
  • ส่วน JD.com มีจุดขายเรื่องสินค้าคุณภาพ ภายใต้แบรนด์ที่มีชื่อเสียงในราคาที่ถูก ผ่านการจัดส่งที่รวดเร็ว และไว้ใจได้ ซึ่งหากเปรียบเทียบกันในด้านราคาแล้ว สินค้าชนิดเดียวกันที่ขายบน JD.com จะมีราคาสูงกว่าการขายบน Alibaba เนื่องจาก JD.com มีค่าใช้จ่ายในส่วนของการจัดส่ง ในขณะที่ Alibaba ให้ร้านค้าเป็นผู้รับผิดชอบการจัดเก็บ และขนส่งสินค้าด้วยตัวเอง และสนับสนุนการแข่งขันด้านราคาระหว่างผู้ขายด้วยกันเอง

จากจีนสู่ไทย

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2017 JD.com ประกาศความร่วมมือกับเซ็นทรัล กรุ๊ป โดยเป็นการร่วมกันลงทุนมูลค่า 500 ล้านเหรียญ เพื่อพัฒนาธุรกิจอีคอมมิร์ซ และเทคโนโลยีด้านการเงิน  ทั้งยังเป็นการขยายธุรกิจของ JD.com เข้าสู่กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นเดียวกับ Alibaba ที่เข้ามาก่อนหน้าด้วยการลงทุนใน Lazada ครั้งแรกในปี 2016 และได้ประกาศเพิ่มการลงทุนอีกครั้ง เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2017 ซึ่ง Lazada นับเป็นหนึ่งในอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ในประเทศไทย จากรายงานปี 2016 ของ Google และ Temasek

สำหรับการร่วมทุนระหว่าง JD.com และเซ็นทรัลนั้น JD.com จะเข้ามาสนับสนุนในส่วนของเทคโนโลยี และระบบขนส่ง ในส่วนของเซ็นทรัลเอง ก็มีจุดแข็งในด้านห้างสรรพสินค้า เครือข่ายร้านค้า มีแบรนด์ และมี Customer Insight จากฐานข้อมูลลูกค้าที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ ประเทศไทยยังสามารถเป็นฐานกระจายสินค้าไปสู่ประเทศใกล้เคียงในภูมิภาคได้อีกด้วย

ถึงตรงนี้ การขยับตัวของเบอร์หนึ่ง และเบอร์สองของอีคอมเมิร์ซจากจีน นับเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกที่ชัดเจนต่ออนาคตธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมเชื่อว่าเราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจอีคอมเมิร์ซครั้งใหญ่ในประเทศเร็วๆนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าคิดสำหรับคนในวงการธุรกิจค้าปลีก ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ไปจนถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่าง ธุรกิจการขนส่ง และธุรกิจอื่นๆ ถึงผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อเตรียมรับมือ และปรับตัวให้ทันครับ

 

บทความนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

แชร์ความคิดเห็นของคุณ