เปลี่ยนค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ ให้เป็นกำไรมหาศาล ด้วย “ปัญญาประดิษฐ์”

โลจิสติกส์ (Logistic) หรือระบบขนส่งสินค้า ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐาน และฟันเฟืองสำคัญในการทำธุรกิจทุกยุคสมัยนะครับ เปรียบเหมือนข้อต่อที่เชื่อมระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อเข้าด้วยกัน ยิ่งในปัจจุบันผู้คนนิยมช้อปฯ สินค้าออนไลน์กันมากขึ้น ก็ได้ส่งผลให้ธุรกิจโลจิสติกส์เติบโตตามไปด้วย แต่ในขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนก็เพิ่มขึ้นทวีคูณจนผู้ประกอบธุรกิจโลจิสติกส์ทั้งหลายพยายามลดต้นทุนค่าขนส่งกันอย่างจริงจัง

รอยรั่วของธุรกิจโลจิสติกส์

การวิจัยของบริษัท Goldman Sachs ได้เปิดเผยตัวเลขที่ได้จากการคาดการณ์ว่า หากนำ AI (Artificial Intelligence) และ ML (Machine Learning) เข้ามาปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ทำได้เพียง 5% ก็จะสามารถเพิ่มรายได้ต่อปีให้กับธุรกิจขนส่งสูงถึง 25,000 ล้านเหรียญ ทำให้นักธุรกิจหันมาทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพธุรกิจของตนมากที่สุด มาดูกันครับที่ว่ารอยรั่วในธุรกิจโลจิสติกส์นั้นมีอะไรบ้าง

ค่าใช้จ่ายด้านการขนส่ง

ในรายงานประจำปี 2016 ของ UPS บริษัทด้านโลจิสติกส์ มีการระบุว่า บริษัทมีค่าใช้จ่ายราว 14,500 ล้านเหรียญ เป็นค่าเชื้อเพลิงราว 2,100 ล้านเหรียญ ค่าซ่อมบำรุงต่างๆ 1,500 ล้านเหรียญ และค่ายานพาหนะในการขนส่งอีก 9,100 ล้านเหรียญ ซึ่งหากบริษัท UPS สามารถปรับปรุงระบบการขนส่งของตนให้ดีขึ้นเพียง 1% ก็จะทำให้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นได้ 3% หรือประมาณ 100 ล้านเหรียญเลยทีเดียวครับ

UPS Chatbot

ที่มา: Robotics Trends

ค่าจ้างแรงงาน

จากข้อมูลของกรมแรงงานแห่งสหรัฐอเมริการะบุว่า บริษัทโลจิสติกส์ต่างๆ มีค่าใช้จ่ายสำหรับจ้างพนักงานสูงถึง 216,000 ล้านเหรียญต่อปีเลยทีเดียวครับ

ความคาดหวังของลูกค้า

อาจกล่าวได้ว่าการแข่งขันกันของบริษัทอีคอมเมิร์ซต่างๆ ทำให้ผู้บริโภคคาดหวังด้านการขนส่งมากขึ้น เช่น Amazon Prime ที่ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับลูกค้าว่า การส่งของควรจะปราศจากค่าใช้จ่าย และถึงมือลูกค้าอย่างรวดเร็วภายในหนึ่งหรือไม่เกินสองวันครับ บริษัทต่างๆ จึงจำเป็นต้องลงทุนเพื่อตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้นครับ

ที่มา: Curious Droid

AI และ ML ฮีโร่ช่วยแก้ปัญหา

ดูเหมือนว่าฮีโร่ที่จะมาช่วยแก้สถานการณ์เหล่านี้จะหนีไม่พ้นเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง AI (Artificial Intelligence) และ ML (Machine Learning) นะครับ รวมทั้งวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และอัลกอริทึ่มที่ซับซ้อน ปัจจุบันนี้ AI และ ML ไม่ได้มีอยู่แค่ในหนังอีกต่อไป แต่มันกลับเป็นเทคโนโลยีที่นำมาใช้อย่างแพร่หลายในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และความสามารถด้านต่างๆ ยังช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของธุรกิจโลจิสติกส์ให้ดีขึ้น ดังนี้ครับ

ช่วยปรับปรุงเส้นทางการขนส่ง

สมมุติว่า หากเราต้องขับรถไปส่งสินค้าจำนวน 25 จุด จะมีเส้นทางที่สามารถใช้ส่งสินค้าได้ถึง 15 ล้านล้านเส้นทาง นั่นแปลว่า มีความเป็นไปได้ที่จะปรับปรุงเส้นทางการขนส่งให้รวดเร็วและประหยัดขึ้นราว 15 ล้านล้านวิธี แน่นอนว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย หากจะให้มนุษย์นั่งคำนวณตัวเลขมหาศาลเหล่านั้น แล้วประมวลผลออกมาเป็นตัวเลือกเส้นทางการส่งของที่ดีที่สุด แต่โชคดีที่เรามี AI และ ML ที่สามารถอัพเดทสภาพการจราจรแบบ Real time ไม่ว่าจะเป็น การปิดถนน อุบัติเหตุ รวมไปถึงสภาพอากาศ จึงทำให้ลดความเสี่ยงในการส่งของล่าช้า ช่วยย่นระยะเวลาการส่งของ อีกทั้งยังประหยัดค่าเชื้อเพลิง และที่สำคัญครับช่วยเพิ่มความพึงพอใจแก่ผู้บริโภคได้อีกด้วย

ขนส่งสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

การติดตั้งระบบเซ็นเซอร์บนยานพาหนะ สามารถช่วยให้ผู้ขับขี่ทราบถึงระดับเชื้อเพลิง ความร้อน ระดับลมยางรถยนต์ นอกจากนั้น AI และ ML ยังช่วยให้บริษัทสามารถคำนวณล่วงหน้าได้ว่าจุดไหน และเมื่อไหร่จะต้องซ่อมบำรุง จึงช่วยลดค่าใช้จ่าย และป้องกันอุบัติเหตที่อาจเกิดจากการเสื่อมสภาพของเครื่องยนต์ได้ นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังช่วยให้บริษัทสามารถตรวจดูพฤติกรรมของพนักงานขับรถได้อย่างใกล้ชิดโดย ML จะนำข้อมูลการขับขี่ของพนักงานคนดังกล่าวมาประเมินผล และแจ้งกับบริษัทว่าพนักงานคนใดควรได้รับการอบรม หรือการตักเตือน ทำได้ขนาดนี้เลยนะครับ

ระบบขับขี่อัตโนมัติ

บริษัท Peloton กำลังผลิตแพลตฟอร์มที่อาจพลิกโฉมการขนส่งทางรถในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยการสร้างระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติเพื่อสร้างขบวนรถส่งของ​ ที่ทั้งประหยัดเวลาในการขนส่ง ลดการใช้เชื้อเพลิง และอุบัติเหตได้อีกด้วย 

สู่กำไรหลายพันล้าน และการขับขี่ที่ปลอดภัย

เชื่อหรือไม่ครับว่า ในแต่ละปีสหรัฐอเมริกาจะต้องสูญเสียรายได้ถึง 50,000 ล้านเหรียญ ให้แก่อุบัติเหตุที่เกิดจากรถบรรทุกขนาดใหญ่ ที่มีรายงานมากถึง 500,000 ครั้ง แต่หากระบบ AI และ ML สามารถทำหน้าที่ของมันได้อย่างทรงประสิทธิภาพ และการขับขี่อัตโนมัติเป็นที่ยอมรับและใช้อย่างแพร่หลายแล้วล่ะก็ อีก 10 ปีข้างหน้า นอกจากที่ผู้ประกอบการจะอมยิ้มและเตรียมฉลองให้กับผลกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เราก็อาจจะได้รับความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นกำไรสังคมที่น่ายินดีไม่น้อยไปกว่ากันเลยนะครับ

มาถึงตรงนี้ ผมอยากให้มองในแง่ที่ว่า นอกจากเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยทำให้ชีวิตประจำวันของเรานั้นง่ายแสนง่ายแล้ว การลงทุนด้านเทคโนโลยียังมีบทบาทในการลดค่าใช้จ่ายทางธุรกิจได้มากขึ้นในอนาคตอีกด้วย ที่สำคัญครับการขนส่งสินค้า ถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจอีคอมเมิร์ซที่หลายๆภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันพัฒนาให้แข็งแกร่งต่อไป ฝากไว้ตรงนี้ครับ

 

บทความนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

แชร์ความคิดเห็นของคุณ