เจอแน่!! 7 สิ่งที่จะเปลี่ยนให้โลกแห่งการช้อปปิ้ง ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

จะเป็นอย่างไรถ้าการช้อปปิ้งเปลี่ยนไปจากเดิม อีกไม่เกินสิบปีข้างหน้า อนาคตแห่งการช้อปปิ้งจะผสานทุกเทคโนโลยีล้ำสมัยให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ และสนองตอบทุกความต้องการของนักช้อป ภาพที่เราเห็นกันในหนัง Sci-Fi คงไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไปครับ เนื้อหาในครั้งนี้ผมขอมาแชร์ข้อมูลจาก World Economic Forum ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับการช้อปสินค้าในอนาคต ว่าจะมีอะไรที่ทำให้นักช้อปมีเฮ และผู้ประกอบการได้เตรียมตัวเพื่อธุรกิจในวันข้างหน้าครับ

อะไรบ้างที่จะเปลี่ยนไป

1. เข้าสู่ยุคสมาร์ทดีไวซ์ (Smart Devices)

เซนเซอร์และอุปกรณ์ดิจิตอลจะสร้างประสบการณ์ของลูกค้าแบบ Personalized ได้อย่างสูงสุด

รวมทั้งสามารถเข้าถึงกิจกรรมออนไลน์ของคุณ และเข้าถึงข้อมูลการซื้อที่ผ่านมาได้ ซึ่งเจ้าอุปกรณ์ที่มีเซนเซอร์พวกนี้จะสร้างคำแนะนำในแบบส่วนตัวให้กับคุณได้อีกด้วยครับ ความเจ๋งของมันอีกอย่างก็คือ อุปกรณ์ที่มีเซนเซอร์ที่ว่านี้ครับ มันสามารถตรวจจับสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ อัตราการเต้นของหัวใจ และไม่ใช่แค่สมาร์ทโฟน หรือสมาร์ทวอทช์เท่านั้นที่จะทำได้ แต่ทุกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในบ้านก็ทำได้เช่นกันครับ โลกจะเข้าสู่ยุค IoT หรือ Internet of Things อย่างเต็มตัว 

2. อวสานแรงงานมนุษย์ จริงหรือ

ระบบอัตโนมัติ หรือ หุ่นยนต์ในรูปแบบต่างๆ จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในงานที่ไม่ต้องพบปะกับลูกค้า เช่น งานจัดเรียงสินค้าขึ้นชั้นวาง ตรวจนับสต็อกสินค้า ทำให้ในอนาคตจำนวนคนงานในร้านค้าปลีกก็จะลดลง ตรงนี้ผมมองว่าหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติ อาจไม่สามารถเข้ามาแทนที่คนได้ซะทีเดียวนะครับ งานบริการเป็นอีกส่วนงานหนึ่งที่ยังคงต้องอาศัยการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ เป็นเรื่องของอารมณ์และความรู้สึก ซึ่งเป็นเรื่องยากที่เทคโนโลยีจะเข้าถึงได้อย่างลึกซึ้ง อยากให้มองอย่างนี้ครับ เรานำเทคโนโลยีมาเป็นส่วนเสริมให้กับธุรกิจและบริการของเรา ในส่วนที่เราไม่สามารถทำได้เองจะดีกว่าครับ

3. เลือกสินค้า แล้วก็ไป จ่ายเงินที่ไหนก็ได้

การชำระเงินค่าสินค้าจะสามารถดำเนินการได้จากระยะไกล ไม่ว่าจะผ่านแอพฯ หรือระบบการชำระเงินประเภทต่างๆ ที่รองรับ โดยเมื่อคุณออกจากร้านไปพร้อมกับรายการสินค้าที่คุณเลือก คุณจะไม่ต้องเสียเวลาเข้าคิวหรือสแกนสินค้าเพื่อชำระเงินอีกต่อไป นอกจาก Amazon และ Walmart แล้ว ก็ยังมีหลายๆที่เริ่มพัฒนาแอพฯ หรือรูปแบบในการชำระเงินรูปแบบใหม่ๆที่เพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าได้มากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ 7-11 ในเกาหลีใต้ ที่ล้ำเข้าไปอีกครับ โดยใช้ “ฝ่ามือ” เรานี่แหละครับ สแกนได้เลย ซึ่งโมเดลต้นแบบนี้มีชื่อว่า “HandPay” ซึ่งติดตั้งเทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์ (Biometrics) ที่สามารถใช้มือเราสแกนเพื่อยืนยันตัวตน และชำระค่าสินค้าได้อย่างง่ายดาย คาดว่าจะสามารถใช้งานได้จริงในเร็วๆนี้ครับ

4. จัดส่งสินค้าอัตโนมัติ ด้วยอุปกรณ์ไฮเทค

การซื้อของใช้ประจำวันหรือของใช้ภายในบ้านจะได้รับการจัดส่งโดยอัตโนมัติ ด้วยรถขนส่งไร้คนขับ และโดรน จะถูกนำเข้ามาให้บริการมากขึ้น ปัจจุบันก็มีผู้ให้บริการหลายรายที่นำโดรนเข้ามาใช้ในการขนส่งสินค้าแล้วนะครับ ยกตัวอย่างเช่น 7-11 ที่ร่วมกับ Flirtey เพื่อทำการจัดส่งอาหารจำพวก แซนวิช โดนัท กาแฟ และเครื่องดื่มซิกเนเจอร์อย่าง สเลอปี้ (Slurpees) ผ่านโดรนใน Nevada สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์เอง Foodpanda ก็ได้ทำการทดลองจัดส่งอาหารผ่านโดรนไปเมื่อมีนาคมปีที่ผ่านมา สำหรับ Alibaba เองล่าสุดก็ได้วางแผนที่จะพัฒนาโดรนเพื่อจัดส่งสินค้าที่มีน้ำหนักได้มากถึง 1 ตัน เลยทีเดียวครับ ก่อนที่จะไปถึงอีกสิบปีผมมองว่าอาจจะต้องฝ่าฟันในเรื่องของกฎหมายกันพอสมควรนะครับ แต่ก็เป็นเรื่องที่ดีในมุมมองของผู้บริโภคในด้านความสะดวกรวดเร็วในการจัดส่งสินค้าได้ทันใจครับ

Source: straitstimes.com

5. ลูกค้าเลือกไปร้านเฉพาะทางมากกว่า

มีแนวโน้มว่าลูกค้าจะเข้าร้านค้าจำเพาะด้าน เพื่อเลือกซื้อสินค้าเฉพาะทางเพิ่มมากขึ้น และเลือกที่จะไม่ไปร้านค้าขนาดใหญ่ที่มีสินค้าหลากหลาย เนื่องจากต้องการประหยัดเวลา เพราะรู้อยู่แล้วว่าตัวเองต้องการซื้อสินค้าอะไร ในมุมมองของผมสำหรับประเด็นนี้ มีความเป็นไปได้ที่เราจะเลือกซื้อเฉพาะบางสินค้าเพื่อลดเวลาในการช้อปปิ้งลง แต่ไม่ถึงขนาดที่ว่าห้างสรรพสินค้าในไทยจะต้องปิดตัวลงไป เพราะถึงแม้ว่าเราต้องการที่จะประหยัดเวลาในการซื้อสินค้า แต่เราก็ยังต้องการเวลาสำหรับใช้ชีวิตด้วย จริงไหมครับ ห้างฯในเมืองไทยไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ผนวกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเข้าไปด้วยครับ เราสามารถทำกิจกรรมสารพัดอย่าง ทั้งกินข้าว ดูหนัง หรือแม้กระทั่งส่งลูกเรียนพิเศษครับ ผมมองว่าห้างฯ ทุกวันนี้มันเป็นมากกว่าแค่การช้อปปิ้งนะครับ

6. 3D Printing ผลิตเองก็ได้ ง่ายจัง

เทคโนโลยี 3D Printing หรือการพิมพ์แบบสามมิติ จะช่วยให้ร้านค้าผลิตสินค้าได้ตามความต้องการของลูกค้า ทำให้บริษัทขนาดเล็กสามารถเข้าสู่ตลาดได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการผลิตมากนัก แต่เดิมการจะผลิตสินค้าสักชิ้นจำเป็นจะต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ในอนาคตถ้าเราต้องการผลิตภัณฑ์ที่เป็นแบบที่เราต้องการเพียงแค่ชิ้นเดียว เจ้าตัว 3D Printing จะเข้ามาเติมเต็มความต้องการของเราได้ ไม่แน่ครับต่อไปเราอาจจะเห็นร้านที่รับทำ 3D Printing อยู่ตามห้าง หรือแม้กระทั่งในทุกบ้านอาจจะต้องมีเจ้า 3D Printing ไว้สำหรับผลิตของใช้ หรือของเล่น ทำเองก็ได้ครับ

Source: money.cnn.com

7. โลกช้อปปิ้งเสมือนจริง

VR หรือ Virtual Reality เทคโนโลยีในการจำลองสภาพแวดล้อมให้เสมือนจริง ทุกวันนี้เราจะเห็นหลายๆคนใช้ VR ในการเล่นเกมซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ต่อไป VR จะเปลี่ยนให้ประสบการณ์การซื้อสินค้าของคุณ ทั้งที่ร้านค้าและที่บ้านเปลี่ยนแปลงไป โดยที่ลูกค้าจะสามารถใช้ VR เพื่อเลือกดูสินค้าจากร้านค้าต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าได้ครับ เทคโนโลยีนี้ทำให้เรารู้สึกเหมือนตัวเองได้เข้าไปช้อปปิ้งในสถานที่นั้นได้จริงๆ น่าสนุกดีนะครับ

จะเห็นได้ว่าหลายๆสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับอนาคตของการช้อปปิ้งในอีกสิบปีข้างหน้านั้น บางอย่างก็เกิดขึ้นจริงแล้วในปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงทดลอง และพัฒนาให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น ในมุมมองของผมที่มีต่อการช้อปปิ้งในอนาคตเรื่องหลักๆ คงจะเป็น omnichannel ที่ทุกช่องทางสามารถแชร์ข้อมูลและเชื่อมโยงกันได้ทั้งหมด ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นแบบออนไลน์ หรือออฟไลน์ ประกอบกับการเข้าถึงลูกค้าแบบ Personalized โดยนำระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีต่างๆมาใช้ในการตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้ายุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น การใช้ AI เข้ามาช่วยในการให้บริการลูกค้า ตลอดจนการขนส่งสินค้าด้วยโดรน เพื่อความรวดเร็วและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

สุดท้ายไม่เพียงแต่ผู้ประกอบการเท่านั้นที่จะได้ประโยชน์ ผู้บริโภคหรือลูกค้าเองก็ได้รับประโยชน์เช่นเดียวกัน เรียกได้ว่า win-win กันทุกฝ่ายครับ

 

บทความนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

แชร์ความคิดเห็นของคุณ