Self Improvement

สรุปหนังสือ FREE โดย Chris Anderson สร้างธุรกิจด้วยการแจกฟรีทำได้จริง!!

หนังสือชื่อ FREE เขียนโดย Chris Anderson เค้าเองเป็นผู้แต่งหนังสือ The Long Tail ที่ติดอันดับหนังสือขายดีของ New York Times มาแล้ว ผมเห็นว่าเนื้อหามีประโยชน์มากและอยากเอามาแชร์ให้คนไทยสามารถนำไปใช้ได้เลย ไม่ต้องเสียเวลามาอ่านทั้งเล่ม เพราะผมเห็นว่ามีหลายบทเลยที่เค้าสวมวิญญาณนักเขียน เขียนบรรยายซะเยิ่นเย้อ ผมสรุปมาเน้นๆเพื่อการนำไปใช้ครับ มาลองดูกันครับว่าเราจะสร้างธุรกิจด้วยการแจกฟรีได้ยังไงบ้าง!!

มาลองดูกันจริงๆ ผมเห็นว่าปัจจุบันการคิดรูปแบบโมเดลธุรกิจ (Business Model) มีการเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมาก เมื่อก่อนคือขายสินค้าหรือบริการ ลูกค้าก็จ่ายเงินให้ไปเป็นการตอบแทน ไม่มีของฟรีๆหรอก ดังคำพูดที่ว่า “There’s no such thing as free lunch.” (ไม่มีอาหารมือกลางวันฟรีๆ) อย่างมากก็จะมีโปรโมชั่น “แถมฟรี” แต่แท้ที่จริงแล้ว มันเป็นการให้ฟรีในสิ่งนึง แล้วไปคิดราคาของฟรีกับอย่างอื่นแทน ตัวอย่างเช่นการซื้อสินค้า 1 แถม 1 ที่มีกันทั่วไปเลย ที่จริงมันก็คือการคิดลดราคานั่นเอง โดยท้ายที่สุดลูกค้าเราๆก็ยังต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการ

แต่มายุคของพวกเรา ผมเห็นธุรกิจออนไลน์มากมายที่มีการแจกของให้ใช้กันได้ฟรีๆจริงๆ เช่น Google มีบริการมากมายให้เราใช้ฟรี คือ Google.com, Gmail, Google Docs และบริการอื่นๆอีกมากมาย มีใครจ่ายเงินให้ Google เพื่อใช้บริการเหล่านี้บ้างมั้ยครับ หรืออีกบริการที่ดังมากๆในไทย ณ วันที่ผมเขียนบล๊อคนี้ มีคนไทยถึง 6ล้านคน ที่ใช้ Facebook แบบฟรีๆ ไม่มีใครต้องเสียเงินเพื่อใช้ Facebook คุยและติดต่อกับเพื่อนๆ

 

free-book2

ความน่าสนใจตรงนี้นำผมมาอ่าน หนังสือชื่อ FREE เขียนโดย Chris Anderson เค้าเองเป็นผู้แต่งหนังสือ The Long Tail ที่ติดอันดับหนังสือขายดีของ New York Times มาแล้ว นอกจากนี้ยังเป็นบรรณาธิการบริหารของนิตยสาร Wired ซึ่งเป็นนิตยสารเกี่ยวกับธุรกิจและเทคโนโลยีที่ดังฉบับนึงเลย ผมเลยไม่ลังเลใจคว้ามาอ่าน ผมเห็นว่าเนื้อหามีประโยชน์มากและอยากเอามาแชร์ให้คนไทยสามารถนำไปใช้ได้เลย ไม่ต้องเสียเวลามาอ่านทั้งเล่ม เพราะผมเห็นว่ามีหลายบทเลยที่เค้าสวมวิญญาณนักเขียน เขียนบรรยายซะเยิ่นเย้อ ผมสรุปมาเน้นๆเพื่อการนำไปใช้ครับ มาลองดูกันครับว่าเราจะสร้างธุรกิจด้วยการแจกฟรีได้ยังไงบ้าง!! 🙂

มาเริ่มกันเลยครับ ผู้แต่งหนังสือเล่มนี้มองเหมือนกันว่า “ฟรี” ในศตวรรษที่ 20 กับ “ฟรี” ในศตวรรษที่ 21 ไม่เหมือนกัน!! เหตุผลเพราะว่ารูปแบบการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป จากโลกแห่งอะตอม(สิ่งของที่จับต้องได้) ไปเป็นโลกแห่งงบิต(โลกออนไลน์)

และหัวใจหลักที่ทำให้ “ฟรี” ในศตวรรษที่ 21 เกิดขึ้นได้ มีสาเหตุมาจากเทคโนโลยี 3 อย่างที่ใกล้ชิดชีวิตมนุษย์และเศรษฐกิจทุกด้านในลักษณะเดียวกับไฟฟ้า(ซึ่งทุกคนต้องใช้กัน) นั่นคือ

  1. หน่วยประมวลผลกลางของคอมพิวเตอร์ (Central Processing Unit; CPU)
  2. หน่วยจัดเก็บข้อมูลดิจิตอล (Digital Storage)
  3. แบนด์วิดท์ (Bandwidth)

เทคโนโลยี 3 ประสานนี้ นับวันยิ่งมีประสิทธิภาพเร็วขึ้น ดีขึ้น ถูกลง!! ในโลกที่ราคาของทั้งหลายดูเหมือนจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ต้นทุนการผลิตสินค้าหรือบริการที่ใช้เทคโนโลยี 3 ชนิดนี้จะลดลงเสมอ และลดลงเรื่อยๆ จนเข้าใกล้ศูนย์มากที่สุดที่จะเป็นไปได้ ลองเทียบให้เห็นภาพนะครับ เช่น Internet ADSL เราคนไทยเองก็ได้เพิ่มความเร็วเรื่อยๆ 3MB ไปเป็น 4MB 5MB 6MB แต่จ่ายราคาเดิมได้ หรืออีกตัวอย่างนึงลองนึกภาพครับ Thumb Drive นับวันจะยิ่งจุได้มากขึ้น และถูกลงๆ ซึ่งบางคนอาจจะอธิบาบปรากฎการณ์นี้ด้วยกฎของมัวร์ก็ได้นะครับ

จากที่มาที่ไปเหล่านี้ ผู้แต่งเองก็ได้วิเคราะห์และแบ่ง “ฟรี” ได้เป็น 4 รูปแบบดังนี้

free-model

 

ฟรีรูปแบบที่ 1: ผลักภาระต้นทุนจากสินค้าหนึ่งไปยังสินค้าอีกตัวหนึ่งโดยตรง

ลองนึกภาพซุปเปอร์มาร์เก็ตค้าปลีกขนาดใหญ่ของประเทศไทยครับ ผมจะเห็นเรื่อยๆเลยที่โปรโมทสินค้ามาเป็นช่วงๆ โดยจะมีสินค้าเด่นชูโรงช่วงนั้นที่ลดสุดๆ เช่น น้ำมันพืช ลดราคาแบบเห็นๆ วิธีของเค้าคือเอาโปรโมชั่นตัวนี้มาดึงคนเข้าไปช๊อปสินค้า แน่นอนคนเมื่อไปถึงที่แล้วก็ไม่ได้ซื้อแค่น้ำมันพืช แต่โดยส่วนมากแล้วซื้ออย่างอื่นกลับมาด้วย นั่นคือซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่เหล่านี้ยอมขาดทุนการขายน้ำมันพืช โดยหวังจะไปชดเชยกับสินค้าอื่นๆ ซึ่งทำแล้วได้ผลจริงๆครับ กระตุ้นยอดขายได้มหาศาล วิธีนี้ทางการตลาดเรียกว่าโมเดลธุรกิจแบบ Loss Leader

หรืออีกตัวอย่างหนึ่งที่ผมก็เจอกับตัวเองคือเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชั่นแบบเลเซอร์ (All-in-one Printer) ราคาถูกลงเรื่อยๆครับ แต่ราคาตลับผงหมึกกลับแพงขึ้น เฮ้ยไรเนี่ย!! ตอนแรกดูๆเครื่องพิมพ์ราคาถูกดี แต่มาเจอตลับหมึกกลับราคาแพงขึ้นและใช้ได้เฉพาะรุ่นใหม่ อันนี้ก็เป็นการลดราคาเครื่องแล้วไปทำกำไรกับตลับหมึกแทน

สร้างธุรกิจด้วยการแจกฟรีแบบที่ 1 ได้ยังไงบ้าง?

  • ให้บริการฟรี แต่ขายสินค้า (เช่นเคาน์เตอร์เครื่องสำอางตามห้างฯ ขายเครื่องสำอาง แต่แถมบริการแต่งหน้าฟรี)
  • แจกของฟรี แต่ขายบริการ (รับของสมนาคุณฟรี เมื่อเปิดบัญชีเงินฝาก)
  • แจกซอฟท์แวร์ฟรี แต่ขายฮาร์ดแวร์ (คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คที่นิยมติดตั้ง Linux มาให้ฟรี)
  • แจกฮาร์ดแวร์ฟรี แต่ขายซอฟท์แวร์ (Xbox 360 ขายราคาต่ำกว่าต้นทุนจริงมาก โดยไปหวังขายเกมส์ทำกำไรทีหลัง)
  • แจกโทรศัพท์มือถือ แต่คิดค่าโทร (โปรโมชั่นขายโทรศัพท์มือถือ ที่ช่วยให้ราคามือถือถูกลง แต่ก็ต้องเป็นลูกค้าจ่ายค่าบริการรายเดือนต่อๆไป)
  • ดูฟรี แต่จ่ายค่าเครื่องดื่ม (Pub/Bar ต่างๆที่มีวงดนตรีเล่น)
  • แจกเครื่องดื่มฟรี แต่เสียค่าชมการแสดง (บ่อนกาสิโน)
  • รับของสมนาคุณฟรี เมื่อซื้อ….. (ร้านค้าปลีกแบบ Loss Leader)
  • แจกฟรีภายในกล่อง (ขนมต่างๆ)
  • ซื้อ 1 แถม 1 (ซุปเปอร์มาร์เก็ต)
  • ฟรีค่าส่ง เมื่อซื้อครบ XXX บาท (ร้านค้าออนไลน์ทั่วไปในไทย)
  • ตัวอย่างสินค้าฟรี (สินค้าทดลองที่แจกให้ทดลองฟรี ให้ชิมฟรี)
  • จอดรถฟรี (ห้างสรรพสินค้า)
  • เครื่องปรุงฟรี (ร้านอาหาร)

ฟรีรูปแบบที่ 2: ระบบตลาด 3 ฝ่าย

รูปแบบธุรกิจที่สินค้าหรือบริการมีราคาเป็นศูนย์ ส่วนใหญ่จะเป็นฟรีระบบตลาด 3 ฝ่ายครับ คือมีฝ่ายที่ 1 และฝ่ายที่ 2 แลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการกันได้ฟรี โดยมีฝ่ายที่ 3 เป็นผู้จ่ายเงิน ตัวอย่างธุรกิจส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบการธุรกิจเนื้อหาคอนเทนต์ การให้บริการ ซอฟท์แวร์ต่างๆ

ลองนึกตัวอย่างที่เกือบทุกๆคนได้ใช้แน่นอนคือ Google.com ฝ่ายที่ 1 คือ บริษัท Google Inc. ที่สร้างระบบการค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เนท ฝ่ายที่ 2 คือพวกเรานั่นเองผู้ใช้อินเตอร์เนทในการค้นหาข้อมูล เราเองใช้บริการของ Google.com ฟรีครับ แล้วก็มีพระเอกคือ ฝ่ายที่ 3 ที่ช่วยจ่ายเงินให้เราได้ใช้ Google.com ฟรีๆ นั่นคือผู้ลงโฆษณากับทาง Google นั่นเอง ซึ่งโฆษณาจะขึ้นที่ด้านข้างขวาและตอนบนสุดครับ ตัวอย่างยังมีอีกมากครับ เช่น Facebook, Gmail, Manager.co.th, Sanook.com เป็นต้น

หรืออีกตัวย่างก็คือ นิตยสารแจกฟรี เวลาเราไปนั่งร้านกาแฟเราจะเห็นมีนิตยสารแจกฟรีมากมายเลยเดี๋ยวนี้ เช่น BK Magazine, Guru, Woman Plus ล้วนได้เงินจากการขายโฆษณานั่นเองครับ

สร้างธุรกิจด้วยการแจกฟรีระบบตลาด  3 ฝ่าย ได้ยังไงบ้าง?

  • แจกคอนเทนต์ฟรี แต่เก็บค่าโฆษณาแลกกับการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการ (สื่อที่มีรายได้จากโฆษณา)
  • แจกบัตรเครดิต ฟรีค่าธรรมเนียมแก่ผู้ถือบัตร แต่เก็บค่าบริการใช้บัตรจากร้านค้าที่รับบัตร
  • แจกซอฟต์แวร์อ่านข้อมูลฟรี แต่ขายซอฟท์แวร์สำหรับการสร้างและบันทึกข้อมูล (Adobe Acrobat)
  • ผู้หญิงเข้าฟรี ผู้ขายเสียเงิน (ไนต์คลับต่างๆ ที่ดึงดูดให้ผู้หญิงเข้ามาเยอะๆสร้างสีสัน)
  • ให้บริการจองห้องพักและคำแนะนำการท่องเที่ยวฟรี แต่เก็บค่านายหน้าจากโรงแรม (Agoda.co.th)
  • เรียกเก็บค่านำสินค้าเข้ามาขายในร้านค้า (ค่าเข้าร้านที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต เช่น 7-11 เรียกเก็บจากผู้ผลิต/ผู้ขายสินค้า แลกกับการสั่งสินค้าเข้ามาขาย)
  • แจกคอนเทนต์ฟรี แล้วขายของ (เว็บไซต์ ช่างคุย.com ให้บริการฟรี Podcast แล้วมีขายเสื้อ)
  • แจกคอนเทนต์ฟรี แต่เก็บค่าโฆษณาจากบริษัทผู้ผลิต/จำหน่ายสินค้าแลกกับการมีชื่อหรือผลิตภัณฑ์ปรากฎอยู่ในคอนเทนต์ (product place เช่น วีดีโอเกมส์, ละครเป็นต่อ)
  • ให้ลงข้อมูลฟรี แต่เรียกเก็บค่าค้นหาข้อมูล (เว็บจัดหางาน ผู้หางานลงประกาศ Resume ฟรี แต่บริษัทที่หาพนักงานเสียค่าบริการในการค้นประวัติ และลงประกาศหางาน)

 

content-is-free2

ฟรีรูปแบบที่ 3: ฟรีเมียม (Freemium)

เป็นโมเดลธุรกิจที่เจอมากสุดบนเว็บ ฟรีเมียมมีหลายรูปแบบ เช่น แบ่งคอนเทนต์เป็นหลายๆเวอร์ชั่น ตั่งแต่เวอร์ชั่นฟรี ไปถึงเวอร์ชั่นแพง แบบพรีเมียม หรือแบบโปร หรืออาจจะเบ่งเป็น Bronze, Silver, Gold, Platinum, Beyond Platinum 😀 ง่ายๆคือยิ่งจ่ายเงินมากขึ้นเท่าไหร่ คุณภาพเนื้อหาหรือบริการที่เราจะได้รับก็จะดีมากขึ้นเรื่อยๆ

ผู้แต่งบอกว่าอัตราการแจกฟรีต่อสินค้าที่เราต้องการได้เงินกลับนั้นอยู่ที่ร้อยละ 5 นั่นคือ ผู้ใช้บริการร้อยละ 5 จะเป็นผู้จ่ายเงินชดเชยให้สำหรับผู้ใช้บริการทั้งหมด สาเหตุที่โมเดลฟรีเมียมประสบความสำเร็จแม้เราต้องแจกฟรีถึง 95% แล้วได้เงินมาเพียงลูกค้า 5% เพราะว่ามันสร้างโอกาสให้เราเข้าถึงลูกค้าจำนวนมาก ลูกค้าตัดสินใจง่ายที่จะทดลองฟรีๆ แม้เพียง 5% ที่จ่ายเงิน แต่ก็ 5% จากจำนวนมากๆ แต่ผมคิดว่าตัวเลข 5% นี้มันแตกต่างกันไปตามตามธุรกิจด้วยครับ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมทั้งลักษณะตลาด ราคาสินค้า และรูปแบบสินค้า

รูปแบบฟรีเมียมอาจแบ่งได้เป็น 4 รูปแบบดังนี้

  1. ฟรีแบบจำกัดเวลา เช่น ร้านค้าออนไลน์สำเร็จรูปในบ้านเรา TARAD.com, Weloveshopping.com จะมีแพคเกจให้ทดลองเปิดร้านค้าฟรีได้ 30 วัน หรืออย่าง California Fitness ที่ขยันแจกบัตรให้เข้าไปลองเล่นฟรีได้ 1 สัปดาห์
  2. ฟรีแบบจำกัดลักษณะการใช้งาน
  3. ฟรีแบบมีจำนวนจำกัด
  4. ฟรีแบบจำกัดประเภทลูกค้า

สร้างธุรกิจด้วยการแจกฟรีแบบ “ฟรีเมียม” ได้ยังไงบ้าง?

  • แจกคอนเทนต์ในเว็บให้อ่านฟรี แต่ขายฉบับพิมพ์เป็นเล่ม (เช่น นิตยสาร หนังสือ นิยาย)
  • ลูกค้าประจำจ่ายน้อยกว่า (ระบบสมาชิกของ Tesco Lotus, BigC, Top Supermarket)
  • ให้เล่นเกมออนไลน์ฟรี แต่สามารถจ่ายเงินเพื่อซื้อไอเท็มต่างๆในเกมได้
  • ให้ลงโฆษณาในเว็บฟรี แต่จ่ายเงินเมื่อต้องการโปรโมทให้เด่นชัด (เว็บไซต์บอร์ดประกาศต่างๆ)
  • แจกซอฟท์แวร์ตัวอย่างฟรี (Demo) แล้วถ้าอยากใช้เวอร์ชั่นเต็มก็ต้องจ่ายเงิน
  • ให้บริการโทรศัพท์ระหว่างระบบ Internet ฟรี แต่เก็บค่าโทรศัพมท์ระหว่างคอมพิวเตอร์กับโทรศัพท์ (Skype)
  • ให้พื้นที่รับฝากภาพฟรี แต่ถ้าต้องการพื้นที่เพิ่มก็เสียเงิน (เว็บไซต์รับฝากรูป Flickr, Picasa)
  • ให้บริการฟรีแต่มีโฆษณาแทรก ถ้าไม่ต้องการโฆษราแทรกต้องจ่ายเงิน (เว็บไซต์ชุมชนออนไลน์ ning.com)
  • ให้ฟังเพลงบนเว็บได้ฟรีๆ แต่ถ้าต้องการโหลดเก็บในเครื่องเสียเงินส่ง SMS เพื่อขอรหัสลับในการโหลด (Pleng.com ของค่าย RS)

ฟรีรูปแบบที่ 4: ตลาดที่ไม่ใช้เงิน

ฟรีรูปแบบนี้ก็คือการให้ฟรีๆเลยโดยไม่หวังผลตอบแทน เช่น ของกำนัล ของขวัญต่างๆ

โดยสรุปก็จบเท่านี้ครับ หวังว่าจะได้ไอเดียการสร้างธุรกิจโดยการแจกฟรี เพิ่มมากขึ้นนะครับ หรือใครอยากแชร์ไอเดียต่างๆก็ยินดีมากๆเลยครับ 😀

6 comments on “สรุปหนังสือ FREE โดย Chris Anderson สร้างธุรกิจด้วยการแจกฟรีทำได้จริง!!

  1. Pingback: Tweets that mention สรุปหนังสือ FREE โดย Chris Anderson สร้างธุรกิจด้วยการแจกฟรีทำได้จริง!! | waiwaiworld.com -- Topsy.com

  2. tamayip eel

    ขอบคุณมากๆเลยนะคะ ได้ความรู้เพิ่มขึ้นเยอะเลย

    Like

  3. King Parinthon Jiamjamroensuk

    ขอบคุณที่แชร์ความรู้ให้นะครับ ให้ความรู้คนมากเท่าไหร่ คุณยิ่งเจริญๆขึ้นครับ ผมขอติดตามคนหนึ่งละกันครับ

    Like

  4. ยิ่งให้ยิ่งใด้ครับ

    Like

แชร์ความคิดเห็นของคุณ

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: